เห็นด้วยไม๊คะ ว่าหนึ่งใน ความสุข (สุดยอด) ของผู้หญิงอย่างเราๆ ไม่ควรหนีพ้นเรื่องความ สวยงามนะคะ



New! 05.02.10
เวลาบ่ายสองโมงกว่า ที่ H1 ท้ายซอยทองหล่อ
สตูดิโอของสถาบัน Academia Italiana
ถูกแปลงเป็นโชว์รูมชั่วคราวของบรรดาแบรนด์แฟชั่นไทยระดับท๊อป
ที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ
“สมาคมแฟชั่นกรุงเทพ” หรือBangkok
Fashion Society (BFS) จัดงาน BFS Press Preview
Spring/Summer 2010 เป็นครั้งที่ 2
ของงานรวมตัวประจำซีซั่นที่ BFS
จัดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ซีซั่น Autumn/Winter 2009
ที่แล้ว ซึ่งงานในครั้งนี้ใช้ธีมว่า ‘Think
Global, Dress
Local!’
“นอกจากจะเป็นธีมงาน
แล้วคำว่า ‘Think Global, Dress Local!’
ยังเป็นสเตทเม้นต์ล่าสุดที่สมาคมต้องการจะบอกบรรดาสื่อ
นิตยสาร และลูกค้าของเรา” ภาณุ อิงคะวัต
ประธานสมาคมแฟชั่นกรุงเทพกล่าวเปิดงานท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ
ของระเบียงด้านนอกร้าน H1 คำว่า ‘Think
Global, Dress Local!’
นั้นครอบคลุมทุกคอนเซปต์ของแมสเสจครั้งนี้
เริ่มที่การประกาศว่า
แบรนด์ไทยนั้นเริ่มที่จะปรับตารางการทำงานให้เข้ากับมาตรฐานสากลที่ทำกันเป็นซีซั่นล่วงหน้าแล้ว
เพราะในนาทีนี้
เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่แบรนด์ชั้นนำจากเมืองนอกได้เข้ามาเบลนด์ในตลาดแฟชั่นไทยจนไลฟ์สไตล์การเสพแฟชั่นของลูกค้านั้นเริ่มปรับให้เป็นอย่างเมืองนอกแล้ว
คำว่า “สปริง-ซัมเมอร์ และ
ออทั่ม-วินเทอร์”
กลายเป็นคำพูดติดปากของบรรดาสาวกแฟชั่น ที่ทุกๆ
ครึ่งปีจะเกิดคำถาม “ซัมเมอร์หน้า
เธอจะใส่อะไร?”
หรือ“วินเทอร์นี้อะไรมา?”
“นี่คือสาเหตุที่แบรนด์แฟชั่นไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์”
คุณภาณุเสริม นอกจากนี้กลุ่ม BFS
ยังต้องการร่วมกันสร้างเทรนด์ให้เกิดในสังคมแฟชั่นไทย
เพราะบางครั้งกระแสจากเมืองนอกไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงที่นี่
ด้วยข้อกำหนดทางสภาพภูมิอากาศ
เทรนด์ล่าสุดประจำซีซั่น
สปริง-ซัมเมอร์ 2010 นี้
เป็นเรื่องของการหวนกลับสู่ธรรมชาติ
คนเมืองเริ่มเหนื่อยล้าจากพิษธุรกิจ และการทำงาน
จึงโหยหาเวลาพักผ่อนและจรรโลงสภาพจิตใจ
การออกไปพักผ่อนต่างจังหวัด
ตามบ้านพักตากอากาศเป็นช้อยส์หนึ่งที่ BFS
คิดว่ามันกำลังจะเป็นเทรนด์ ดังนั้นงาน folk
พื้นถิ่นต่างๆ จึงถูกนำมาผสม
ยำรวมกับสไตล์โมเดิร์นของหนุ่มสาวชาวเมือง
เกิดเป็นเทรนด์สุดคูลที่เรียกว่า ‘New
Identity’ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการใช้ชีวิต
ดนตรี ศิลปะ หรืองานออกแบบ คนกรุงเทพฯ
จะนำความเป็นตัวตนของตัวเองเข้าไปหลอมรวมกับความชอบส่วนตัว
งานอดิเรก เช่นเอาสไตล์ 80’s urban
มาผสมใส่ในลุคแบบ folk
เวลาไปพักผ่อนในบ้านพักสุดหรูที่เขาใหญ่
หรือเอาลุคแบบ Parisian Chic
มาผสมกับลายพิมพ์ชาวเกาะ เป็นลุคเก๋เวลาไปชิลๆ
ที่ทะเลหัวหิน
New! 05.02.10
หลายต่อหลายครั้งที่เราถูกนิตยสารแฟชั่นผู้ชายหัวดังๆ
สะกดจิตว่าลุคของนายแบบบนรันเวย์เป็นลุคแห่งอุดมคติที่ผู้ชายทุกคนพึงจะเป็น
หรือเลียนแบบ แถมสื่อโฆษณาต่างๆ
ก็มักจะใช้นายแบบชาวยุโรปมาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อให้เกิดการสร้างภาพในใจของเราๆ
ผู้บริโภคว่า “ถ้าผมสวมใส่เสื้อตัวนี้
อันเดอร์แวร์ตัวนั้น” แล้วหละก็
หุ่นของผมก็จะดี เท่ เหมือนในรูป
ทั้งที่ความจริงเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องของการห่อหุ้มร่างกาย
และบ่งบอกสไตล์ของแต่ละตน
หาได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างเราได้แต่อย่างไร
ที่จริงอยากให้ผู้ชายไทยหันกลับมาดูตัวอย่างใกล้ตัว
อย่างผู้ชายชาวญี่ปุ่น
ที่มีความใกล้เคียงกับเราทั้งรูปร่าง
รูปแบบไลฟ์สไตล์
ปัจจุบันเราสามารถมองหาเรฟเฟอรเร้นซ์การแต่งตัวสไตล์ญี่ปุ่นได้ง่ายมากๆ
เดินเข้าไปเลยครับ ร้านหนังสือเครือญี่ปุ่น อย่าง
Kinokuniya หรือ Tokyodo
เราจะเห็นได้เลยว่าสไตล์ของผู้ชายชาวญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างมความชัดเจนของสไตล์
การสไตลิ่งที่สามารถเบลนด์วัฒนธรรมการกินอยู่เข้ากับยุคสมัยได้อย่างโดดเด่น
จากประสบการณ์ส่วนตัว
ผู้ชายญี่ปุ่นสนุกกับการแต่งตัวมากนะครับ
เค้ากล้าที่จะ mix & match
ชิ้นคลาสสิคเข้ากับชิ้นเท่ๆ แปลกๆ
ได้อย่างไม่เคอะเขิน
เช่นเสื้อยืดเจอร์ซี่ตัวเหี่ยวกับเสื้อกั๊กวูล
และกางเกงทรงหลวมใหญ่
หรือจะสวมคาร์ดิแกนทับเสื้อกล้ามสุดแคชวล
แต่คอมพลีทลุคสุดเท่ด้วยหมวกทรง Bowler
หนังกลับซักใบ สไตล์ของผู้ชายญี่ปุ่นนี้เราเรียกว่า
Hiroshima Chic (ฮิโรชิม่า ชิค) ครับ
มีไอคอนคนดังคือ นักแสดง นักร้องสุดเท่
ที่ได้รับฉายาว่า Japanese Johnny Depp อย่าง โจ
โอดางิริ ครับ
ที่จริง Hiroshima Chic นั้น
เป็นคำเรียกสไตล์แฟชั่นโดยรวมของคนญี่ปุ่นที่เกิดการตื่นตัวสร้างประเทศหลังจากแพ้สงครามโลก
ญี่ปุ่นต้องพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ
ด้วยตัวเองเพื่อให้ทัดเทียมกับโลกภายนอก
โดยเฉพาะชาติตะวันตก
ก่อให้เกิดสไตล์ที่ประเทศอื่นยากจะเลียนแบบ
คือการผสมผสานงานฝึมือและวัฒนธรรมท้องถิ่น
เข้ากับความทันสมัย
เช่นถ้าเป็นชาติอื่นอาจจะได้สวมใส่รองเท้าคัทชูหนังครั้งแรกจากการที่ชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาสู่ประเทศ
แต่สำหรับชาวญี่ปุ่น
เค้าต้องพัฒนาฝีมือการเย็บรองเท้า
ออกแบบเองเพื่อให้ประชาชนของตัวเองก้าวทันชาติอื่น
เป็นต้น
และนี่คือเสน่ห์ของงานออกแบบสไตล์ญี่ปุ่นครับ
วกกลับมาเรื่องการแต่งตัว
Hiroshima Chic
ก็ถูกนำมาใช้กับสไตล์แฟชั่นของญี่ปุ่นก็เช่นกันครับ
สังเกตุได้ว่าแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่นนั้น
แม้จะมีแบบโครงเสื้อเหมือนแบบตะวันตก
แต่จะแฝงรายละเอียดดีเทลเล็กๆ
ซ่อนไว้ให้เราได้แปลกใจอยู่เสมอ
และมักจะทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของของชิ้นนั้นๆ...ใช่มั้ยครับ
แต่ที่จะนำมาพูดถึงวันนี้คือ รองเท้าสไตล์ Hiroshima
Chic ครับ
รองเท้าสไตล์นี้นั้นขึ้นชื่อมากเรื่องแบบที่สวยงาม
คลาสสิค แต่ก็ยังมีลูกเล่นซ่อนอยู่ หรือมี Classic
Twist ไม่ว่าจะเป็นการแทรกดีเทลที่เย็บด้วยมือ
การเลือกสีหนังแปลกๆ เช่นสีเหลืองมัสตาร์ด สีแดง
หรือแม้กระทั่งสีชมพู โครงรองเท้าแบบคลาสสิคเช่น
Boat shoes, Desert boots , Car shoes, Deck shoes,
Loafer หรือ Brogue ถูกนำมา twist
เสียใหม่ให้วัยรุ่นขึ้น
สามารถใส่แมทช์กับเดนิมตัวซีดทรงตรงกระบอก
หรือทรงหลวมแบบคลาสสิคแต่เก็บปลายขาขึ้นให้เต่อหน่อยก็ไม่ว่ากัน
New! 05.02.10
หน้าร้อนกำลังจะก้าวเข้ามาอย่างเต็มตัว กางเกงขาสั้น
มินิสเกิร์ต และกระโปรงตัวจิ๋ว พร้อม!
แต่ที่ยังไม่พร้อมก็มีแต่เรียวขาเจ้ากรรมที่อุดมไปด้วยไขมันและเซลลูไลท์อย่างเต็มเปี่ยมนี่ล่ะ
จะใส่สั้นๆ
อวดเรียวขาทีก็ต้องคิดหนักว่าคนรอบข้างจะทักว่าเป็น
“คากิ” หรือไม่
เจอะอย่างนี้ก็มีแต่โยคะเท่านั้นที่พึ่งพาได้
เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้ทั่วถึงมากขึ้นแล้ว
ท่า Monkey Pose หรือที่เรียกว่า ท่าหนุมาน
นี้ยังช่วยกระชับขาให้เรียวสวยได้อย่างทันท่วงที
นับเป็นเพื่อนแท้ที่สาวๆ Leggy
ทั้งหลายพึงคบหาสมาคมไว้อย่างได้ขาดเชียว
Monkey
Pose
1. อยู่ในท่าคุกเข่า มือทั้ง 2
ยันพื้นไว้เหมือนอยู่ในท่าคลาน ตามองตรงไปข้างหน้า
2. หายใจออก
พร้อมสอดขาขวามาข้างหน้าให้อยู่ระหว่างแขนทั้ง 2
ข้าง
ให้ขาขวาชันอยู่ด้านหน้าและพยายามเหยียดตัวให้มากที่สุด
หากสามารถเหยียดให้ขาราบไปกับพื้นได้เลยยิ่งดี
3.
ก้มหน้าลงช้าๆ ให้หน้าผากแตะกับหัวเข่าแล้วค้างไว้
10 วินาที จึงค่อยๆ ดึงขาขวากลับเข้าสู่ท่าเดิม
4.
สลับทำอีกข้างหนึ่ง
03.02.10
หรูหรา งามสง่า และมีสไตล์ในแบบ FENDI แท้ๆ
กับคอลเลคชั่นล่าสุดรับ Spring/Summer 2010
ที่เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมาก บรรดาแฟนๆ
FENDI ได้มาร่วมกันอัพเดท เชยชม
และตาค้างกับคอลเลคชั่นล่านี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
ณ FENDI CASA Décor Mart
กับเนื้อผ้าเบาพลิ้วรับหน้าร้อน
แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์อันประณีตเหนือชั้นของ Karl
Lagerfeld
ไม่ว่าจะเป็นเดรสชีฟองเบาบางสีน้ำตาลเม็ดทราย,
ซิลลูเอทลูกไม้สไตล์ฝรั่งเศส,
กางเกงผ้าพลิ้วสีฟ้าอะความารีน
หรือแม้แต่แอคเซคเซอร์รี่ชิ้นเด็ดอย่างไฮฮีลพันข้อสไตล์เฟมินีนและกระเป๋า
Peek-a-Boo! ไอเทมโปรดของสาวๆ
ทั่วโลกที่ตอนนี้ลิสต์ผู้สั่งจองแบบ Made to Order
นั้นยาวเหยียดสุดยิ่งกว่าหางว่าว!
การันตีความฮอทว่าซีซั่นนี้
สาวชิคทั้งหลายควรมี FENDI ไว้ในครอบครองด่วน!!!
New! 05.02.10
“Sunshine Sunday” !!!!!!!!
ถึงแม้ว่า
บางอาทิตย์มันจะตรงกับวันวาเลนไทน์ก็ตาม
คนโสดไม่ได้มีปัญหากับวันแห่งความรัก
แต่มีปัญหากับตัวเองมากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่าได้เอาวันมากำหนดชีวิตเรา
เราสามารถสนุกสนานลั้ลลาได้ด้วยตัวเราเอง
โดยเฉพาะวันอาทิตย์มันเป็นวันพิเศษสุดจริงๆ
ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆค่ะ
รู้สึกว่าช่วงหลังๆนี้เราหลงรักวันอาทิตย์เข้าอย่างจัง
โดยเฉพาะช่วงสายๆของวัน
ฉันว่ามันกำลังเป็นช่วงเวลากำลังดีที่เราได้ตื่นนอนสายๆบ้าง
หลังจากที่เราต้องแหกตาตื่นมาทั้งอาทิตย์
ฉันรู้สึกว่ามันเป็นวันแห่งการชาร์ทพลังอย่างเต็มที่
ถ้าอยากให้ร่างกายตื่นอย่างเต็มที่ขอให้ลองเปิดเพลงโปรดของคุณแล้วเต้นซะให้รอบบ้าน
จะร้องตามก็ไม่ได้มีใครห้าม
(ยกเว้นบ้านข้างๆก็ไปเคลียร์กันเอาเอง)
คุณจะรู้สึกถึงพลังงานมันสูบฉีดไปทั่วร่าง
และเบิกบานอย่างที่สุด
ที่สำคัญมันจะช่วยเผาผลาญไขมันของคุณไปด้วย
ไม่รู้ว่าได้มากน้อยเท่าไหร่ก็ดีกว่านอนอืดกลิ้งไปมาให้ขนงอกปกคลุมร่างล่ะน่ะ
แล้วถ้าไม่อยากให้การเต้นเสียเวลาเปล่า
ให้ทำงานบ้านไปด้วย จะกวาดบ้าน ถูบ้าน เก็บใบไม้
ขัดตะไคร่น้ำตก
(นั่นเป็นกิจกรรมยามเช้าของฉันจริงๆ)
อ้อ !
ถ้าให้คุ้มค่ากับเวลาจริงๆ
ก่อนเต้นให้สครับหน้าและมาสก์ทิ้งไว้
หลังจากทำนั่นนี่ อ่านหนังสือพิมพ์แล้วอะไรแล้ว
ก็ได้เวลาที่จะไปล้างหน้าออกพอดี สวยไม่เสียเวลา
!!
เอาล่ะได้เวลาแต่งตัวสวยสบายๆไปเฉิดฉายรับแสงแดดวันอาทิตย์แล้ว
กิจกรรมที่ฉันชอบมากที่สุดคือการนัดกับเพื่อนเพื่อกิน
Sunday Brunch อาหารเช้ากึ่งกลางวัน
นั่งได้ไปยันบ่าย เม้าท์แตกสบายๆ
กับบรรยากาศผ่อนคลายสบายแฮ
เดี๋ยวนี้ Brunch
ตามโรงแรมต่างๆมีให้เลือกมากมาย ที่ชอบๆก็ Four
season , Oriental , Jw marriot , Intercontinental
หรืออย่างร้าน minibar royal ก็เริ่ด
Brunch
ที่โรงแรมก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์ นั่งกิน นั่งจิบเรื่อยๆ
อย่ารีบร้อน เร่งเร้า ค่อยๆเดินไปดู เดินไปตัก
ทักทายคนรู้จัก สวัสดีเชฟ สบตาคนเสิร์ฟ
ทำไปทำไมน่ะเหรอ อากาศดี อารมณ์ก็ดี
ยิ้มแย้มแจ่มใสไว้ เขาก็จะดูแลเราอย่างเต็มที่
อยากได้อะไรเป็นพิเศษเดี๋ยวเชฟก็จัดให้ ของอะไรหมด
บอกปุ๊บเดี๋ยวมาปั๊บ ไม่เชื่อลองทำดู
เวิร์ค!!
เวลากิน Sunday Brunch
เขาจะให้เวลาคุณไปค่อนวัน อิ่มของคาว
ตบท้ายด้วยของหวาน ถ้ายังคาใจกับอะไร
จะวนของคาวต่ออีกรอบก็ไม่มีใครว่า
จิบเครื่องดื่มสดชื่นๆ
บางที่มีวงเล่นด้วย
แหม...อะไรจะมีความสุขไปกว่านี้
ไม่ใช่ว่ากินของถูกไม่ได้
ของทางไม่เอา แต่เราก็กินอย่างเดิมซ้ำๆมาทั้งอาทิตย์
หรือบางคนเป็นเดือน
ลองจัดสรรงบไว้เอ็นเตอร์เทนตัวเองบ้าง
เดือนละครั้งก็ยังดี ให้ร่างกายได้รับอาหารดีๆ
อร่อยๆ ควบคู่ไปกับบรรยากาศเริ่ดๆ
เป็นการให้รางวัลกับร่างกายตัวเองบ้าง
กินอิ่มไปเต็มที่ (ขี้เต็มกางเกง)ขนาดนี้
จะอยู่นิ่งเฉยๆให้เป็นหมูน้อย piggy อย่างนี้เหรอ
เราก็ชวนเพื่อนๆไปหากิจกรรมทำกันดีกว่า
อย่าเพิ่งเลือกเดินห้าง
ดูหนัง ช้อปปิ้ง เพราะอย่างนั้นทำเมื่อไหร่ก็ได้
เรียกว่าไม่มีอะไรทำจริงๆแล้วค่อยทำเหอะ
วันอาทิตย์แดดจ้าขนาดนี้
ไปทำกิจกรรมกลางแจ้งให้วิตามินดีได้ซึมซับสู่ผิวกันดีกว่า
ขอแนะนำให้ให้มุ่งสู่สวนรถไฟ
แถวจตุจักร
เราจะชวนคุณและพองเพื่อนไปขี่จักรยานกันค่ะ !!!!
New! 05.02.10
ถ้าให้นึกถึงโบสถ์ทั่วไปของชาวคริสต์
ร้อยทั้งร้อยต้องนึงถึงสถานที่โอ่โถง
ภายในเต็มไปด้วยศิลปะคลาสสิกของยุโรปในยุคต่างๆ
พร้อมเก้าอี้ม้านั่งไม้ยาวบวกที่คุกเข่าในอันเดียวกัน
บรรยากาศโดยรวมชวนให้รู้สึกขลัง
เนื่องจากเอาไว้ประกอบพิธีทางศาสนา
แต่วันนี้คุณอาจตกตะลึงด้วยโบสถ์สุดเก๋ที่สาธารณรัฐเชค
โบสถ์ St. Bartholomew
ของนิกายโปแตสแตนท์ที่แสนจะเคร่งครัด หัวโบราณ
ดูเผินๆ จากสถาปัตยกรรมภายนอก
ก็ยังคงความเป็นโบสถ์เดิมๆ แต่เมื่อย่างกรายเข้ามา
การตกแต่งภายในแบบโมเดิร์นอาจทำให้คุณตาค้าง
ผนังปูนด้านในเก่าหลุดลอกไปตามกาลเวลา
แต่ยังคงเห็นเค้าโครงของความเป็นโบสถ์อันรุ่งเรื่องในอดีต
ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบตกแต่งภายใน
ปรับปรุงโบสถ์ได้อย่างน่าทึ่ง
ด้วยการใช้พรมเปอร์เซียปูทับซ้อนกัน
ในส่วนพื้นที่สำหรับภาวนา เก้าอี้ไม้แบบเดิมๆ
ถูกแทนด้วยเก้าอี้ดีไซน์สวยจาก Verner Panton
ซึ่งสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ
ด้วยการเจาะเป็นรูปไม้กางเขนตรงกึ่งกลางเก้าอี้พอดี
ด้านบนตกแต่งด้วยแชนเดอเลียคริสตัล
ขอยกเครดิตให้นักออกแบบตกแต่งภายในรุ่นใหม่อย่าง
Maxim Velcovsky กับ Jakub Berdych แห่ง Qubus
Studio สตูดิโอสายพันธุ์เชคของแท้ ที่รับออกแบบภายใน
ออกแบบผลิตภัณฑ์
และงานกราฟฟิคทั่วไป
ผลงานของสองคู่หูดูโดนี้
เรียกได้ว่าเป็นสุดยอด
และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับประเทศ ตัวแมกซิม
เวลโคฟสกี้เอง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Czech
Republic’s leading young artists ทั้งๆ
ที่อายุอานามพี่แกก็ไม่ใช่น้อยแล้วแหละ เลขสามกว่าๆ
เข้าไปแล้ว
ผลงานออกแบบอันน่าทึ่งทั้งหลายของแมกซิมที่ผ่านมา
ก็มีทั้งคอลเล็กชั่นของแต่งบ้านสุดเก๋
และชิ้นที่ได้รับการชื่นชมว่าสุดยอด
คือชามที่ดีไซน์เป็นรูปแนที่ประเทศสาธารณรัฐเชคบ้านเกิดของฮีนั่นแหละ
ไอเดียสุดบรรเจิดนี้
ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศ
เพราะใครไปใครมาก็เลือกซื้อเป็นของที่ระลึก
New! 05.02.10
จริงๆ แล้วคุณนายตกยากคนนี้ก็ไม่ได้หัวสูงมาจากไหน
เรื่องกินนี่ ขอให้อร่อย จะถูกจะแพง
คุณนายก็บ่ยั่นทั้งนั้น หมูปิ้งข้างถนน หรือ foie
gras ในร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรู เราก็ได้หมดอยู่แล้ว
ไม่เคยเกี่ยงเลย
ที่ชอบเป็นพิเศษคือเห็ด
เห็ดอะไรก็ได้ ขอให้เป็นเห็ดเถอะ เวลากินต้มยำกุ้ง
ถึงกับเมินกุ้ง โซ้ยกันแต่เห็ดเลยทีเดียว ยำเห็ดนี่
อย่าได้เจอ ต้องเป็นสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเห็ดฟาง
เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดหลินจือ
ขอให้เป็นเห็ด ไม่ว่าจะประกอบอาหารชนิดไหน
คุณนายก็ว่าอร่อย จนบางครั้ง แอบคิดไปเองว่า เออ
เรานี่ปากต่ำเนอะ
กินแต่ของถูก
จนต้องระหกระเหินพลัดถิ่นมาทำงานเมืองรองเท้าบู้ทนี่แหล่ะ
ที่ได้มารู้จักกับเห็ดราคาแพง (โคตร)
เค้าเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า Tartufo หรือ Truffles
คุณเพื่อนที่บริษัทบอกว่า ถ้าชอบเห็ด รับรอง ต้องชอบ
Truffles ไอ้เราก็ชอบลองอยู่แล้ว ก็เลยรับคำขอไป
Eating Tour กับคุณเพื่อน เพราะ Truffles นี่
อยากจะกิน ไม่ได้กินกันง่ายๆ
ปีนึงกินได้อยู่ประมาณสองเดือนเท่านั้น
ปีนี้ไปมาเป็นปีที่สองแล้ว ติดใจของเค้าจริงๆ
เลยต้องเอามาเล่าสู่กันฟังให้คุณนายคนอื่นๆ
ได้น้ำลายสอตามกันบ้าง อิอิอิ
Truffles จริงๆ
แล้วมีอยู่หลายพันธุ์ แต่ที่เป็นราชาแห่ง Truffles
เลยจริงๆ คือ White Truffles หรือ Alba Truffles
(Tuber Magnatum)
ซึ่งพบได้มากสุดในตอนเหนือของอิตาลี รัฐ Piedmont
เมือง Alba ราชาไม่ราชา กิโลฯนึงตกประมาณ 4000
– 6000 Euro เท่านั้น
(ก็แค่สองถึงสามแสนบาทเอง)
ที่มันแพงซะขนาดนั้นเพราะมันหายากหาเย็น
มันเป็นเห็ดที่ฝังอยู่ใต้ดิน ต้องออกหาตอนเช้ามืด
ต้องใช้สุนัขแสนรู้ที่เทรนเพื่อดมกลิ่นของ White
Truffles นี้โดยเฉพาะ แล้วก็มีเฉพาะในอิตาลีตอนเหนือ
กับบางประเทศแถบนี้เท่านั้น (เฮ่อ.. ทำไมของแพงๆ
อย่างนี้ไม่ไปโผล่ในศรีสะเกษแถวบ้านเรามั่งนะ)
ถามว่ามันอร่อยยังไง
บอกได้คำเดียวว่ามันหอมค่ะ
ความหอมนี่ไม่เข้าใครออกใครนะ
มันช่วยเพิ่มความอร่อยให้อาหารทุกจาน เรียกว่า
ผงชูรสยังอายเลย คุณนายก็ไม่แน่ใจว่า
มันช่วยเรื่องรสชาติหรือเปล่า แต่เท่าที่เข้าใจ
ต่อมรับกลิ่นกับต่อมรับรสคนเราที่ใกล้เคียงกันมาก
มันช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน เรียกว่า
โหงวเฮ้งของอาหารแต่ละจานได้เพิ่มขึ้น 200% เมื่อมี
White Truffles โรยอยู่ด้านบน
(เพราะพันธุ์นี้ต้องฝานบางๆ แล้วโรยบนอาหาร
ถ้าเจอความร้อน กลิ่นจะหาย) อาจจะหาว่าเวอร์
แต่มันเป็นไปแล้วจริงๆ
เกริ่นมานาน
เรามาฟังทริปที่เพิ่งไปมาดีกว่า ก็คือ
เราได้จองร้านอาหารที่ Alba ซึ่งเป็นแหล่งของ White
Truffles เลย เป็นร้านอาหารพื้นเมืองของเค้า
ราคาเลยไม่แพงมาก มีที่พักด้วย
เรียกว่ากินเสร็จก็นอนได้เลย ไม่ต้องขับรถไปไหนอีก
เพราะเมือง Alba อยู่บนเนินเขา ต้องขับรถลุยขึ้นไป
วันนั้นกินกันไปประมาณ 5 จานหลัก ได้แก่ Truffle
Tartar (Carne cruda con tartufo bianco) ต่อด้วย
Fonduta con crostini e tartufo ขนมปังกรอบฟอนดูกับ
White Truffles
ต่อจากนั้น เราก็มาเจอกับจานพิเศษ
ไม่ได้อยู่ในเมนูแต่เพื่อนเราขอให้ร้านทำให้
อารมณ์เหมือนไข่กระทะบ้านเรา
เป็นไข่อบเหยาะเกลือโรยหน้าด้วย White Truffles
หลังจากหม่ำ Appetizer ไปสามอย่าง ท้องก็เริ่มตึง
Main Course ถึงได้เริ่มต้น Main Course
จานแรกเป็นพาสต้าสดผัดเนยโรยหน้า White Truffles
(Tagliolini al burro e tartufo bianco) จานที่สอง
แอบแปลกนิดนึงคือ เป็นสมองวัวทอด แฝงมากับอย่างอื่น
เช่นไส้กรอก เห็ด ฟักทอง ชื่อจานว่า Bollito con
testina, salse e contorno ตบด้วยเชอร์เบทเลมอน
(Sorbetto Limone) แก้เลี่ยน
เพราะกินขนมอย่างอื่นไม่ไหวแล้วจริงๆ
เป็นอันจบการกินที่ยาวนานแต่เปี่ยมสุข
สมแล้วที่เค้าเป็นเจ้าตำรับ Slow Food สโลว์จริงๆ
กว่าจะกินเสร็จ ล่อเข้าไปเกือบเที่ยงคืน
แต่ก็เอ็นจอยกันมาก
รุ่งเช้าก็ตื่นมาเจอกับฝน
เสียดายมากเพราะไม่งั้นคงได้เห็นไร่องุ่น (ที่
Piedmont ก็มีไวน์ดังอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน)ทุ่งหญ้า
ป่าไม้ ที่เริ่มเปลี่ยนสี ตัดกับฟ้าใส
นี่เลยไม่ค่อยเห็นอะไรมากเท่าไหร่
พวกเราแวะไปที่ตลาดในเมือง Alba
เพื่อเก็บตกของเกี่ยวกับ Truffles
คุณนายได้ของติดไม้ติดมือมาเพียบ ถ้ามีโอกาสได้ไป
Alba เพื่อไปกินๆๆ และช้อบๆๆ แนะนำดังนี้
-
ขับรถเถอะ เช่าหรือเอาไปเองก็ได้
หรือเกาะรถคนอื่นไปก็ได้ (วิธีโปรดคุณนาย) รถควรมี
navigator ด้วยเพราะขึ้นเขาลงห้วย
กางแผนที่แอบลำบากนิดนึง
- เตรียมท้องไปให้พร้อม
อย่ากินไปเยอะ เพราะเดินทางซะไกลเพื่อไปกิน
ก็กินให้เต็มที่ อย่าไปกลัวอ้วน ให้ท่องเอาไว้ว่า
ถ้าจะอ้วน ก็ควรอ้วนเพราะของอร่อย ไม่เสียปาก
-
อาหารอิตาเลียนแท้ๆ ไม่ควรเติมซอส พริกไทย
หรืออะไรใดๆ
เพราะเค้าอยากให้เราสัมผัสกับรสชาติของอาหารจริงๆ
โดยเฉพาะถ้าใส่ Truffles แล้ว ไม่ควรเติมเลย
เดี๋ยวกลิ่นจะหาย
- ควรหาที่ค้างคืนหลังกินเสร็จ
เพราะคงกินเสร็จดึกมาก ลงเขาตอนดึกๆ อาจอันตรายได้
ทั้งมืดทั้งหมอก นอนมันแถวนั้นแหล่ะ
-
รุ่งขึ้นถ้ามีโอกาสให้เข้าตลาดเพื่อช้อบของหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ
Alba ควรซื้อของดังนี้
New! 04.02.10
ใกล้ตรุษจีนเข้ามาทุกทีๆ แล้ว แน่นอนว่าสาวหมวยสวยๆ
อย่างพวกเราต้องเตรียมล้างท้อง
กินเป็ดไก่ไหว้เจ้าของที่บ้านอากง อาม่า อาโกว อาอี๊
อากู๋ อากิ๋ม สารพัด
ยังไม่รวมมื้อประเภทรวมญาติกินโต๊ะจีนอีกนะ
ก็แหมชิวอิก ชิวหยี ชิวซา ชิวสี่ หลายวันขนาดนี้
เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็ตทูเกเตอร์ของเหล่าญาติสนิทที่ไม่มีเวลามาเจอกันเท่าไหร่นัก
กินกันเข้าไป จนเบื่อกันไปข้าง
โบกมือลาเป็ดไก่ไปได้อีกหลายเดือน
พวกเป็ดไก่ไหว้เจ้าเนี่ย
เวลาไหว้เจ้ามักจะนิยมไหว้แบบต้ม
หรือถ้าเป็นเป็ดก็จะเป็นแนวเป็ดพะโล้
เชื่อแน่ว่าลูกจีนทั้งหลายต้องคุ้นเคยกับการกินจานเป็ดไก่ค้างคืน
ที่หม่าม้าจะเอาไปโมดิฟายใหม่
ไม่ให้สมาชิกครอบครัวเบื่อหน่าย
ไม่ว่าจะเป็นการเอาไปคั่วเค็ม หรือผัดกระเทียม
เป็นต้น
แต่ก็ธรรมดาไปค่ะ
เราจะไม่พูดถึงเป็ดพะโล้หรอก
เพราะมีอีกเมนูหนึ่งที่ฮิตในหมู่ลูกจีนเหมือนกัน
แบบไม่พูดถึงไม่ได้
และบางบ้านก็นิยมเอามาไหว้เจ้ากันด้วย
หรือเวลาไปรับประทานนอกบ้าน
ก็จะเป็นหนึ่งในเมนูที่อาม่าจะสั่ง นั่นก็คือ
เป็ดย่าง นั่นเอง
หนังกรอบๆ เนื้อนุ่มๆ
ของเมนูนี้แหละที่เป็นสเน่ห์สุดๆ
แต่เวลากินเหลือแล้วเอาเข้าตู้เย็น
พอจะเอาออกมาอุ่นอีกที ความเศร้ามักจะครอบงำคนกิน
เพราะหมดอร่อยไปครึ่งนึงแล้ว เซ็งสุดๆ เอามานึ่ง
หนังก็หายกรอบไปแล้ว
เลยมักจะเป็นเมนูอาหารที่ไม่อยากจะกินเหลือเลย
วันนี้เลยมีไอเดียใหม่ๆ
มาให้คุณลองทำกันค่ะ เผื่อคราวหน้าถ้ากินกันไม่หมด
จะได้ไม่ต้องแย่งกัน ไม่เอากลับบ้าน (ฮา) มี 2
ไอเดียให้ทดลอง
1. เป็ดย่างผัดพริกไทยดำ
ส่วนประกอบ
· เป็ดย่างที่เหลือ
· ซอสพริกไทยดำแบบมีขายในซูเปอร์
(เน้นแบบง่าย ไม่ต้องมานั่งตำเอง)
หรือถ้าอยกาตำเองก็ให้ตำพริกไทยดำเม็ดให้ละเอียด
ผสมกับน้ำมันหอย ปริมาณความเป็ดตามชอบใจ
·
กระเทียมสับ หัวหอมใหญ่หั่นแว่น
พริกฝรั่งสีอะไรก็ได้ตามชอบ
ต้นหอมหั่นเป็นแท่งยาวสัก 2 นิ้ว
·
ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย
วิธีทำ
1.
เอาเป็ดออกมาจากตู้เย็น พักให้คลายความเย็นซะก่อน
สักประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง
2.
ตั้งน้ำมันในกระทะไฟกลาง
ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้พอหอม อย่าให้ไหม้
3.
เอาเป็ดย่างลงไปผัด ปรุงรสด้วยซอสพริกไทยดำ
ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย
4. ใส่หัวหอมหั่นแว่น
และพริกฝรั่ง ผัดให้สุกพอนิ่ม
อาจช่วยด้วยการใส่น้ำสต็อกหรือน้ำต้มสุกตอนผัด
ช่วยให้ผักนิ่มเร็วขึ้น ปิดฝากระทะสักครู่
5.
ผัดไฟแรงจะได้อารมณ์ wok แบบจีนต้นตำรับ
แต่ระวังอย่าให้ไหม้ก็ละกัน
6. ใส่ต้นหอม
คลุกให้เข้ากันพอให้ผักสลด
7.
แท่นแท๊นนนน…. กินได้ กับข้าวสวยร้อนๆ
เท่านั้นจะได้อรรถรสที่สุด
New! 04.02.10
ลองคิดดูซิว่า คุณเคยทำให้คนข้างๆ เหงาบ้างไม๊ ทั้งๆ
ที่นั่งอยู่ด้วยกันนี่แหละ
แต่ฝ่ายหนึ่งกลับไม่พูดไม่จา มีโลกส่วนตัวสุดฤทธิ์
เข้าทำนองใครๆ ก็เข้าไม่ถึงจิตใจของชั้น
ถ้าไม่เคย
ก็ขอบอกว่าดีแล้ว แต่ถ้าเคย
คุณน่าจะเป็นคนที่ไม่เหมาะกับการมีความสัมพันธ์ระยะยาวทุกประเภท
ยิ่งกับการแต่งงานด้วยแล้วเนี่ย
ยิ่งต้องการความเป็นอันหนึ่งเดียวกันทางจิตวิญญาณ
หากคนหนึ่งคนใด
ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีความต้องการอันใด
และมีโลกส่วนตัวที่สูงสุดๆ รับรอง ไม่ได้แช่ง
มันต้องล้มเหลวเข้าซักวันอ่ะแหละ
เห็นมาเยอะแล้ว
กรณีแรก
เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันหมด ขอตั้งชื่อว่าพี่คม
ให้เป็นนามสมมุติเลยละกัน พี่คมเนี่ย
เป็นคนดีทุกอย่าง ทำงานก็เก่ง
เรียกว่าบ้างานอย่างหนักเลยดีกว่า นิสัยก็ดี
แต่ออกจะขวางโลกนิดๆ
ประมาณว่าต่อต้านสังคมหน่อยๆ
พี่คมใช้ชีวิตกับน้องหนู
แฟนสาวต่างวัย ระยะแรกดูเหมือนจะดี
แต่น้องหนูยืนยันว่าระยะที่ดีที่สุดที่คบกับพี่คมมาคือแค่เดือนแรกเท่านั้นแหละ
แต่ด้วยความรัก ชีก็รับได้ทุกอย่าง พี่จะเป็นยังไง
ทำงานหนักแค่ไหน จะเอาอารมณ์บูดๆ มาทิ้งกับหนู
หรือพูดจากับหนูห้วนยังไงก็โอเค จนหลังๆ
หนูเริ่มรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงพี่คมยังไงไม่รู้
พูดก็ไม่พูดด้วย เอาแต่ครุ่นคิด
สมองพี่มีแต่งานและความเครียดจากงานเท่านั้น
หนูอยู่ไหนเนี่ย
น้องหนูพยายามชวนไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศที่ทะเล
กะมีโมเม้นต์หวานๆ ระหว่างเราสอง
กลับกลายเป็นทริปวิปลาสทำเอาประสาทแตก
เสียเซล์ฟในวัยสาวไปเลย
ก็พี่แกเล่นครุ่นคิดอะไรก็ไม่รู้อยู่ทั้ง 5
วันที่ไปน่ะแหละ พูดก็ไม่พูดตอบ ต่างคนต่างอยู่
อย่าพูดถึงเรื่องเซ็กส์เลย น้องหนูจะน้ำตาซึม
คนนึงนอนริมหาด คนนึงไปว่ายน้ำ
ไม่มีกิจกรรมอะไรร่วมกันทั้งสิ้น
ฟังแล้วเศร้าแทน
ในที่สุดน้องหนู ก็เริ่มได้คิด
หลังจากนอนหันหลังให้กันมาเป็นเวลาหลายเดือน
น้ำตาไหลอาบหมอนด้วยความน้อยใจเกือบทุกคืน
น้องหนูก็เริ่มได้คิดว่า
เราจะลงเอยกับผู้ชายคนนี้ได้จริงๆ หรือ
ติสต์แตกขนาดนี้ ไม่เคยดูแลอะไรเราเลย
คำหวานสักคำไม่เคยพูดให้ได้ยิน
พี่คมเคยบอกว่าพี่พูดน้อย ให้ดูที่การกระทำดีกว่า
แต่พี่ก็ทำแย่ขนาดไม่สามารถจะกล้าคิดว่าพี่รักได้
เฮ้อ เอาเถอะ
น้องหนูเลยเริ่มปันใจไปให้หนุ่มอื่นที่มาขายขนมจีบบ้าง
เรื่องราวชีวิตคู่ของพี่คมสุดติสต์กับสาวธรรมดาๆ
อย่างน้องหนูเลยมีอันจบ ทั้งๆ
ที่น้องหนูยังรักพี่คมอยู่สุดๆ แต่ดูแล้วระยะยาว
ไม่น่ารอด นี่ขนาดแค่อยู่ด้วยกันเฉยๆ
มีลูกจะขนาดไหนเนี่ย บรึ๋ยยยยย สยอง ไม่กล้าคิดต่อ
















Select your interests


















