๙ บทเพลงพระราชนิพนธ์ แรงบันดาลใจสร้างได้ไม่มีหมด

Royal song from king bhumibol

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  นอกจากจะได้รับการเทิดพระเกียรติให้เป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงคอยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดี กินดียิ่งขึ้นแล้วนั้น ในหลวงยังทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักดนตรีที่ทรงมีพระปรีชาสามารถสูง  พระองค์ทรงเชี่ยวชาญดนตรีแจ็สเป็นอย่างมาก และทรงแซกโซโฟน คลาริเนต เปียโนได้อย่างชำนาญ จนเมื่อมีพระชนพรรษาครบ ๑๘ พรรษา ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “แสงเทียน” ได้เป็นบทเพลงแรก และจนถึงปัจจุบันมีเพลงพระราชนิพนธ์แล้วทั้งสิ้น ๔๘ บทเพลง

พระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงทรงเป็นที่ประทับใจแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า จนถูกยกย่องให้เป็นองค์อัครศิลปินแห่งชาติ  บทเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์นอกจากจะไพเราะ มีภาษาที่สละสลวย ฟังง่าย เข้าถึงความรู้สึกของความเป็นมนุษย์แล้วนั้น ยังสร้างแรงบันดาลใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝัน เอ่อล้นไปด้วยความรัก และสะท้อนความจริงของชีวิต  Chicministry จึงได้รวบรวม “๙ บทเพลงพระราชนิพนธ์ แรงบันดาลใจสร้างได้ไม่มีหมด” เพื่อน้อมรำลึกในพระปรีชาสามารถซึ่งเปรียบเสมือนต้นแบบ และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของคนไทย ใครที่กำลังท้อแท้ หมดกำลังใจ  ให้ ๙ บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพ่อ เติมความฝัน เติมความหวัง เติมพลัง เติมความรัก สร้างแรงบันดาลในการใช้ชีวิตในทุกๆ วันนะคะ

๑. ยิ้มสู้

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๑๖ แม้กำลังใจเพียงเล็กน้อยย่อมสร้างความหมายที่ยิ่งใหญ่ให้กับชีวิต ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้เพราะหวังจะช่วยปลอบขวัญ และสร้างกำลังใจให้แก่คนตาบอด ท่อนหนึ่งของบทเพลงกล่าวว่า “จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ เฝ้าแต่ยิ้มสู้ไปแล้วใจชื่นบาน”  ต่อให้โลกใบนี้จะมืดมนอีกสักแค่ไหน หรืออุปสรรคจะบั่นทอนกำลังใจในการใช้ชีวิตอีกสักเพียงใด เพียงแค่ใจที่แข็งแกร่งย่อมนำพากายที่เป็นอุปสรรคให้ประสบกับความสุขได้อย่างเสมอ

 

๒. ความฝันอันสูงสุด

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๔๓ บทเพลงนี้แต่ก่อนเป็นเพียงแค่บทกลอนที่ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ได้เขียนขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙  เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี แต่ต่อมาไม่นานได้ทรงบังคมทูลพระกรุณาให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงใส่ทำนองเพลงจนกลายเป็นบทเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ความยิ่งใหญ่ของบทเพลงไม่ใช่แค่ท่วงทำนองที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมเท่านั้น  แต่ด้วยภาษาที่แสนจะประณีตและงดงามนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกเข้มแข็ง มีกำลังใจขึ้นมาในทันที ใครที่กำลังรู้สึกท้อแท้เพลงนี้ช่วยปลอมประโลมใจคุณได้เป็นอย่างดี

 

 ๓. Oh I Say

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๒๑ โดยบทเพลงนี้ไม่ได้มีคำร้องที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย Oh I Say เป็นแนวเพลง Jazz ในจังหวะ Swing ที่มีความสนุกสนาน เหมาะกับงานเต้นรำในยุคสมัยนั้น ด้วยความงดงามของภาษาที่ได้หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช ช่วยประพันธ์คำร้อง ทำให้บทเพลงมีความพิจิตรและสนุกมากขึ้น ใจความสำคัญของเพลงเล่าถึงการชักชวนให้มาสนุกสนานรื่นเริงกัน เพื่อลืมปัญหาและทิ้งความทุกข์รอบกายไปก่อน ใครที่อยากจะฟังเพลงพระราชนิพนธ์ที่สนุกแบบมีคลาส Oh I Say เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณ

 

๔. ใกล้รุ่ง

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๔  เป็นบทเพลงฟังสบายๆ ที่สาธยายถึงความรื่นรมณ์ของรุ่งอรุณ ความสดชื่นของหยาดน้ำค้าง เสียงไพเราะของหมู่เหล่านกน้อย สายลมยามเช้าหรือจะเป็นแสงแดดที่ทอแสงสาดส่องกระทบลงบนพื้นหญ้าล้วนสร้างความเพลิดเพลินใจ และกระตุ้นร่างกายให้พร้อมสำหรับเช้าวันใหม่อยู่เสมอ ช่วยให้เรามีความหวังใหม่ทุกครั้งในการใช้ชีวิต ต่อมาได้ทรงพระราชทานเพลง “ใกล้รุ่ง” ให้วงดนตรีสุนทราภรณ์นำออกบรรเลงผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมโฆษณาการ(กรมประชาสัมพันธ์ปัจจุบัน) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับผู้ฟังในทุกวัน

 

๕. สายฝน

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๙ เป็นเพลงจังหวะวอลทซ์ โดยเนื้อเพลงจะเป็นแนวแบบเปรียบเปรย ซึ่งช่วงแรกของบทเพลงร้องว่า “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาลิ่ว ต้นไม้พลิ้วลู่กิ่งใบ เหมือนจะเอนรากคลอนถอนไป แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงาม” บทเพลงจะมีกลิ่นอายของปรัชาที่เปรียบเทียบฝนเป็นเหมือนดั่งอุปสรรคที่ซัดสาดเข้ามาในชีวิต แทนต้นไม้เป็นมนุษย์ผู้ที่มีความมุ่งมั่น และมีความเพียรพยายามที่จะต่อสู้กับอุปสรรคซึ่งถาโถมเข้ามา โดยผลลัพธ์ของความพยายามคือความงดงามที่เกิดจากฟ้าหลังฝนนั้นเอง

 

๖. ชะตาชีวิต

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๕ ในหลวงทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ โดยเนื้อเพลงถูกประพันธ์เป็นภาษาไทยโดย ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร โดยเน้นอารมณ์แบบเพลงบูลส์เป็นหลัก เนื้อเพลงจึงมีแต่ความหม่นหม่อง หดหู่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงมีกระแสรับสั่งว่า ถึงบทเพลงจะดูเศร้าแค่ไหนแต่ตอนท้ายของบทเพลงอยากให้สอดแทรกปรัชญาเกี่ยวกับความหวังลงไปด้วย อย่างท่อนสุดท้ายของบทเพลงได้เพิ่มไปว่า “สักวันบุญมา ชะตาคงดี”

 

๗. พรปีใหม่

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๑๓ หนึ่งในบทเพลงแห่งความสุขที่ประชาชนชาวไทยจะได้ยินบ่อยๆ และร้องตามได้ทุกครั้งในช่วงปีใหม่ของทุกปี โดยวัตถุประสงค์หลักของเพลงพระราชนิพนธ์นี้เพื่ออวยพร อวยชัยให้ประชาชนชาวไทยพบเจอแต่ความสุขสวัสดิ์ มีพลังกาย มีพลังใจ มีความหวังในการใช้ชีวิต ด้วยทำนองและจังหวะที่ฟังง่ายทำให้ทุกคนร้องตามได้อย่างสบาย

 

๘. แผ่นดินของเรา

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๓๔ ทุกครั้งเมื่อได้ยินคุณจะรู้สึกอุ่นใจ และรู้สึกโชคดีอยู่เสมอที่ได้อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินนี้  แผ่นดินซึ่งอุดมณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันเพียบพร้อม มองไปในน้ำก็เจอปลา มองไปในนาก็มีข้าว เนื้อเพลงบางท่อนกล่าวถึงโบราณสถานอันเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยอันงดงามน่าภาคภูมิใจ ในวันข้างหน้าหรือเมื่อไรก็ตามที่เราทุกคนรู้สึกแย่กับเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเทศไทย จงฟังเพลงนี้ให้เกิดศรัทธา และจงเชื่อมั่นเสมอว่าความสามัคคีของคนทั้งชาติที่ถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงนี้ จะนำพาความสุข ความศรัทธา และนำความเจริญกลับสู่บ้านเมืองได้นานเท่านานสืบต่อไป

 

๙. ยามค่ำ

เพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ ๑๕ ถือเป็นเพลงแจ๊สแบบมาตรฐานโดยแท้ มีความนุ่มนวลและท่วงทำนองที่ไพเราะ เนื้อเพลงบรรยายถึงบรรยากาศในยามค่ำได้เป็นอย่างดี โดยมีการเปรียบเทียบกับตอนกลางวันได้อย่างแจ่มชัด ความงามของบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนีี้ไม่ใช่แค่การบรรยาย แต่เป็นการแฝงด้วยนัยยะเวลากลางคืนที่ส่วนมากใช้ไปกับการพักผ่อน การลองออกมามองดูดาว ดูความสวยงามบนท้องฟ้าในช่วงราตรี อาจทำให้คุณพบแรงบันดาลใจ และความงามที่นอกเหนือจากความมืดมิดในยามค่ำคืนก็เป็นได้

 

Credit Picture:

  1. http://www.xn--12co9drbac8a9as5aiidh8isei1npa.com/th/photo/category/23
  2. https://www.pinterest.com/pin/484488872390441743/