

ความสุขอาจไม่มีวันสิ้นสุด แต่การเดินทางย่อมมีวันท้ายที่สุด
02.05.12
ครั้งหนึ่งในคอลัมน์ Movie Review นี้ ผมเคยได้เอื้อนเอ่ยถึงหนังเรื่องหนึ่งเอาไว้ในโอกาสอันพิเศษ เมื่อต้องพูดถึงหนังที่มีเอาไว้ให้กำลังใจคนทุกคนร่วมกันผ่านพ้น ในยามที่บ้านเมืองประสบวิกฤต ..เรื่องนั้นคือ “Always”
Always ที่ว่านั้น เป็นหนังจากเชื้อชาติญี่ปุ่น ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ว่าด้วยเรื่องราวยามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นชาติที่เป็นตัวจุดชนวน เป็นฝ่ายพ่ายต่อสงคราม หลังจากมีการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงฮิโรชิมา ผลาญเมืองทั้งหมดให้ราบเป็นหน้ากลอง.. ในฐานะผู้แพ้ที่ต้องดูแลตัวเอง ขวัญกำลังใจก็ต้องสูญเสียไป พร้อมการล้มตายของผู้คนมากมาย นั่นจึงเป็นสัญญาณของการตั้งตัวลุกยืนขึ้นอีกครั้งของชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย ให้ทั่วทั้งโลกประจักษ์ว่า ถึงจะแพ้สงคราม แต่ก็ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่อโชคชะตาชีวิต
ส่วนเรื่องราวของหนังได้เกิดขึ้นบน ถนนสายที่ 3 แห่งนครโตเกียว กับการมองดูชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บนถนนสายนี้ ซึ่งต้องตั้งตัวกันใหม่อีกครั้งในการก่อร่างสร้างชีวิตบนสถานที่ที่เพิ่งจะผ่านพ้นการล่มสลายมาไม่นาน ..ถึงกระนั้นทุกชีวิตบนถนนสายนี้ ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีมิตรไมตรี และเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียกว่า ความสุข ในทุกขณะชีวิตที่ดำเนินไป
หนังผ่านเรื่องราวสองช่วงเวลา แบ่งตอนเรื่องเล่าออกมาเป็น สองภาค ในรูปแบบของหนังจอเงิน โดยภาคแรกได้ออกฉาย(ในบ้านเรา)เมื่อปี 2006 ส่วนภาคต่อก็ตามหลังออกมาในปี 2008 ..และทั้งสองภาค ต่างก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดูหนังอย่างท่วมท้นด้วยคำชม พร้อมยังสร้างสถิติเป็นหนังเอเชียที่เข้าฉายแบบจำกัดโรง ที่ยืนระยะเวลาการเข้าฉายได้อย่างยาวนานที่สุด ถึง 4 เดือน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหนังจำกัดหรือไม่จำกัดโรง ก็ยากจะมีหนังเอเชียเรื่องไหนได้อีก ที่จะทำได้ขนาดนี้ในบ้านเรา
ฉะนั้น ยามมีข่าวว่า ภาคสาม จะเกิดขึ้นมาอีกครั้งในปี 2012 มันจึงเป็นทั้งความตื่นเต้นของคนเคยดูที่ถือตัวว่าเป็นแฟนของหนังเรื่องนี้ไปแล้ว และก็เป็นทั้งความสงสัยว่า หนังจะเดินเรื่องต่ออย่างไร ในเมื่อภาคสอง ก็มีตอนจบที่ลงตัวอยู่แล้ว จนไม่จำเป็นต้องมีภาคสามก็ยังได้
แม้ในญี่ปุ่น บ้านเกิดจะชูจุดขายว่าภาคนี้ มีการถ่ายทำแบบหนังสามมิติ และเลือกดูแบบสามมิติได้ เพื่ออรรถรสการเสพซึ้งที่มากกว่าเดิม แต่เมื่อเข้าฉายในบ้านเราแล้ว ก็ไม่มีสามมิติ แต่อย่างใด ..ถึงกระนั้น นั่นไม่ใช่ความผิดหวัง ออกจะดีด้วยซ้ำ เพราะหนังอย่าง Always ไม่จำเป็นต้องมีมิติที่สาม แค่สองมิติก็สัมผัสหัวจิตหัวใจได้ลึกซึ้งแล้ว อย่างที่สองภาคที่แล้วเคยทำมาก่อน
“Always 3” เลือกจะหยิบเอาช่วงเวลาที่ญี่ปุ่น และเมืองโตเกียวได้รับการเลือกให้เป็นเจ้าภาพของการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่าง โอลิมปิค ในปี 1964 ..แน่นอนว่านั่นคือความตื่นเต้นในชีวิตของผู้คนบนถนนสายที่ 3 ที่จะได้ต้อนรับมิตรสหายจากหลากหลายประเทศซึ่งเข้ามาเยือนในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กระนั้น โอลิมปิค ก็ไม่ใช่ความตื่นเต้นเดียวที่ ผู้คนบนถนนสายนี้ มีกัน หากที่มากไปกว่านั้น คือ ยังจะมีสีสันแห่งชีวิตใหม่ๆ ให้ได้เผชิญอีกตามเคย
ไม่ว่าจะเป็นข้าวของที่พากันเข้าสู่ยุคของ เทคโนโลยีหลากสี เช่นทีวีสี กีต้าร์ไฟฟ้า หรือตู้น้ำอัดลมกดหยอดเหรียญ หรือเรื่องของคน ที่ต้องพบและเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ อย่างเช่น การต้องออกเหย้าออกเรือนไปมีครอบครัวใหม่ของ เด็กสาวร้านซ่อมรถ “มัตสีโกะ” หรือกับการที่ “จุนโนะสุเกะ” เด็กชายนักเขียนตัวน้อยได้เติบโตเป็นหนุ่มวัยเนิร์ด ต้องมาเลือกเงื่อนไขชีวิตว่า จะมีการเรียนที่ดีเยี่ยมในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ หรือจะปากกัดเท้าถีบกับอาชีพนักเขียนไส้แห้ง อย่างที่ พ่อเลี้ยงของเขา “ริวโนสุเกะ” กำลังเผชิญอยู่
Always 3 ก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นสองภาคแรก ที่ใช้เวลาหมดไปร่วมสองชั่วโมงกว่าๆ (ในแต่ละภาค) กับการพาไปสำรวจชีวิตของตัวละคร จากสองบ้าน ที่มีวิถีการดำเนินชีวิตแตกต่างออกไป ขณะครอบครัวหนึ่งป๋าจัดๆ ตามทันเรื่องเทคโนโลยีไปเสียทุกอย่าง ใช้ชีวิตโดยอยู่บนเงื่อนไขของความเจริญนำพา อีกบ้านหนึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ล้าหลัง มีชีวิตอยู่อย่างมัธยัสถ์ จนอาจถึงขั้นอัตคัตในหลายจังหวะเวลา ..ฉะนั้น มันจึงเป็นความแตกต่าง ที่บางครั้งเหมือนจะแตกแยก แต่สุดท้ายด้วยความเข้าใจอันดี ก็ยังทำให้ทั้งสองบ้านหันหน้าเข้าหากันได้ทุกทีไป เมื่อหนังจะจบลง
สำหรับภาคที่สามนี้ ยังคงใช้บริการของผู้กำกับเจ้าเก่าที่เคยปลุกปั้นสองภาคแรกให้กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญแห่งหนังจากแดนดินอาทิตย์อุทัย “Takashi Yamzaki” ..ด้วยความที่รู้สึกคุ้นเคย และเคยคุ้นมือ กับการควบคุมจังหวะของหนังให้อยู่ในโทน Drama Comedy ที่รวมตัวกันได้อย่างลงตัว ดังนั้นถ้าจะมีอีกภาคขึ้นมา พร้อมจุดมุ่งหมายว่านี่จะเป็นภาคสุดท้ายจริงๆแล้ว นี่จึงเป็นภารกิจสำคัญ ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง กับหนังที่ก่อร่างสร้างเองมากับมือ ให้หลุดไปอยู่ในมือคนอื่น ก็เกรงไปเลยว่าอาจจะดีไม่เท่า
เพราะด้วยมนต์เสน่ห์ของภาคแรกและภาคสองที่เรียกขานกันว่าเป็น เรื่องน้ำเน่าละครหลังข่าวแต่ถูกนำมาเล่าด้วยสูตร Feel Good ซึ่งในเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นทุกขัง แต่สุดท้ายก็หาทางออกแบบเรียกรอยยิ้มกับทุกๆคนจนได้.. มันทำให้หน้าหนังที่ดูเป็นหนังดรามาธรรมดาๆ ถูกขับเน้นความสำคัญออกมาในแง่ที่ทำให้ทุกคนดูมันจนจบแล้วพบว่า มันซาบซึ้งกินใจ ให้ความรู้สึกว่าสุดท้ายชีวิตยังเปี่ยมความหวัง เหมือนจุดไฟเติมเชื้อมอบพลังให้กับคนดูทุกคน ได้ออกมาเผชิญโลกความเป็นจริงอย่างหาญกล้าอีกครั้ง
Always อาจไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของบทมากมายสักเท่าไหร่ เพราะถ้าวัดกับหนังดรามาด้วยกัน ก็มีหลายๆ เรื่องบนโลกนี้ที่ทำให้เรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวละครในเรื่อง เสมือนว่าได้เป็นตัวเขาในเวลาอันสั้น ขณะที่ Always ยังคงมอบความรู้สึกว่าเราเป็นเพียงบุคคลที่สาม ซึ่งอยู่รอบช้างเป็นสิ่งแวดล้อมกับตัวละครในหนัง ในบางครั้ง บางเหตุการณ์ บางอารมณ์เราก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวละครทำไปเสียซะทุกเรื่อง และเหตุผลบางอย่างมันก็ดูง่ายไป เมื่อมาเทียบกับโลกความจริง
แต่จุดเด่นที่ทำให้ใครต่อใครหลายคนหลงรักหนังเรื่องนี้อยากหัวปักหัวปำ ก็คงจะเป็นในแง่ของการให้จังหวะ การบริหารจัดการอารมณ์ ตัวละคร อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ประสิทธิผล และการทำการบ้านมาอย่างดีในการที่หนังต้องย้อนยุคไปยังญี่ปุ่นเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ซึ่งเก็บบรรยากาศความเก่าแก่ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านในเมืองก็ยังไม่ทันเทคโนโลยีได้อย่างถึงแก่น เป็นหนังที่เรียกว่า Nostalgia (รำลึกความหลัง) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และภาคสามก็ยังคงเก็บไม้ตายที่ใช้ได้ผลกับภาคแรกและภาคสองเอาไว้ได้อย่างครบครัน แม้จะไม่ได้ถ้วนทั่วไปด้วยอารมณ์ขัน ออกจะน้อยกว่าภาคก่อนๆ ด้วยซ้ำ ในแง่ของการเป็นหนังตลกที่ยั่วยวนชวนคนหัวเราะใส่ แต่อย่างน้อยๆ สิ่งที่ทดแทนมาได้ คือ ความรู้สึกหายคิดถึงที่ไม่ได้เจอเพื่อนเก่ามานาน แต่ขณะเดียวกันก็อดใจหายไม่ได้ เมื่อมาถึงเวลาต้องจากลาอย่างเป็นทางการแล้วในภาคนี้ ที่นับเป็นภาคสุดท้ายจริงๆ เสียที
ในเมื่อปริมาณความขำมันลดลง ก็ต้องเพิ่มเวลาให้กับฉากชวนซึ้ง หรือบางครั้งก็ทึ้งน้ำตาให้มาปริ่มกันตรงเบ้าตา.. ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ ริวโนสุเกะ พบความจริงในเรื่องที่พ่อตัดขาดตัวเองจากความเป็นลูก.. ฉากที่ หมอหนุ่มมาสู่ขอ มัตสึโกะ จากท่านประธาน “ซูซุกิ” ที่มีศักดิ์เหมือนเป็นพ่อคนหนึ่ง (ซึ่งก็มีให้ช่วงที่แอบให้ฮากันตรึมเหมือนกัน).. ฉากที่ เรียวโนสุเกะ ให้ ลูกบุญธรรมตัวเองต้องเลือกว่าจะให้ชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหน..
การที่หนังทำให้เราร้องไห้ ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่ามันต้องร้อง ถ้าไม่ร้องก็ไม่อิน และกับ Always ก็ถือเป็นหนังที่อาจจะมีฉากจงใจให้รีดน้ำตา แต่กว่าจะรีดออกมาได้ มันก็มีเรื่องราวต้นสายปลายเหตุที่ได้ให้ซึมซับ ให้เกิดความลึกซึ้ง จนเมื่อมาถึงฉากเอาจริง เราก็ปล่อยน้ำตาออกมาไหลรินได้เองโดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกถึงความโดนบีบบังคับให้ต้องทำ อย่างที่หนังดรามาอีกหลายเรื่องเพียรพยายามกับบางคนได้สำเร็จ แต่มันไม่ใช่ด้วยความรู้สึกจากใจจะมอบให้จริงๆ (มันอาจเป็นแค่ความรู้สึกกดดัน จนบางครั้ง ก็กลายเป็นอารมณ์รำคาญ)
และที่สำคัญที่สุดที่ Always 3 ยังทำให้รู้สึกได้ ก็คือการส่งคนดูออกจากโรงด้วยความอิ่มเอมเปรมสุข มอบกำลังใจให้ชีวิตที่ยังหายใจได้เดินหน้าต่อไปด้วยความหวังใหม่ๆ และแน่นอนการทำให้เรารู้จักที่จะมองโลกในแง่ดี อย่างที่หนัง Feel Good เรื่องนี้สอนให้เราเป็น
โดยส่วนตัวแล้ว ในเรื่องความประทับใจ อาจจะยังมีครั้งแรก คือ ภาคแรกเป็นภาคที่ดีที่สุดอยู่ดี แต่กระนั้นหากเทียบกันของหนังที่เป็นภาคต่อ ..ต้องยอมรับว่า ผมอินกับ Always 3 มากกว่าภาคสอง อาจด้วยเพราะว่ามันเป็นหนังภาคสุดท้ายที่ปล่อยของแบบสุดๆ ก็ใช่ที่ หากที่มากไปกว่านั้นก็คือ ความรู้สึกมั่นใจว่า ทำไมเราถึงรักพวกเขา อีกเราจะยังคงคิดถึงพวกเขาต่อไป และอาจจะตลอดไป เช่นเดียวกับที่ผมเป็น
Like Me @ http://www.facebook.com/Onc3.UPoN.a.MaN
And Follow Me @ http://twitter.com/once_upon_a_man
OncE UPoN’-‘a MaN

More Stories in movie review
Related Stories in Chic Lifestyle
Recently Trending

Please wait..