Email

The Girl with the Dragon Tattoo

The Girl with the Dragon Tattoo

แผนสิบสวนแบบทำซ้ำ ที่ไม่ซ้ำแบบแผน

by OncE  UPoN '-' a Man


เอ่ยถึง The Girl with the Dragon Tattoo ก็อยากรู้ว่าจะมี chicster คนไหน รู้จักว่านี่คือ หนังที่ดัดแปลงจากหนังสือนวนิยาย เรื่องนี้กันบ้าง ..แล้วหนังเรื่องที่ว่า ก็เคยฉายในบ้านเรามาแล้วด้วยนะ แต่เป็นในฐานะหนังอินดี้เล็กๆฉายจำกัดโรง ที่ฮิตแบบเงียบๆ ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ข้องแวะตามติดวงการหนังจำกัดโรง ก็มิสิทธิ์ผ่านหูผ่านตาไปได้ง่ายๆ เลยทีเดียว


ฉะนั้น กับใครที่มีความรู้ติดหัว แทนค่าแล้วแทบเป็น 0 เราก็มาเริ่มทำความรู้จักกันกับ The Girl with the Dragon Tattoo กันสักหน่อยดีกว่า


The Girl with the Dragon Tattoo เริ่มแรกจากการมีสัญชาติเป็น สวีเดน ถูกให้กำเนิดในฐานะของหนังสือนวนิยาย โดยเป็นผลงานของ “Stieg Larsson” ซึงก็ไม่ได้มีออกมาลำพังเพียงเล่มเดียวเท่านั้น แต่ถูกแบ่งซอยนำเสนอออกมาเป็น สามเล่ม สามภาค ที่ตั้งตนอยู่ในสกุลของ “Millennium” แล้วห้อยท้ายตามมาด้วยชื่อหลักของแต่ละภาคที่ต่างกันออกไป อย่างภาคแรกของซีรี่ส์นวนิยายชุดนี้ ก็คือ The Girl with the Dragon Tattoo นี่เอง ก็ยังมีชื่อเป็นภาษาบ้านเกิดว่า Män som hatar kvinnor (Men Who Hate Women)


เมื่อเล่มแรกของ Millennium ได้ถูกวางแผงในสวีเดน ในเวลาไม่ข้านานก็สะสมความสำเร็จอย่างยิ่งยวดจนทะยานเข้าสู่การเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดอันดับต้นๆตลอดกาลของบ้านเกิด รวมทั้งเมื่อ import สู่นอกประเทศก็สร้างกระแสความรู้จักได้มากมาย กลายเป็นว่ามีหนังสือเล่มนี้ แตกยอดออกมาเป็นภาษาได้หลายอักขระ รวมทั้งไทยเราก็มีการแปลหนังสือภาคนี้ออกขายแล้วด้วย


ถึงกระนั้น แผนการของผู้ประพันธ์ ก็ตั้งใจจะทำ Miilennium ออกมาเป็นไตรภาค กันตั้งแต่ต้นแล้ว เพียงแต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจนัก เขาเกิดเสียชีวิตอย่างกระทันหันด้วยโรคหัวใจ ในวัย 50 ปี จากไปโดยทิ้งให้สามเล่มนี้คือผลงานชิ้นสุดท้ายที่เป็นการประกาศศักดาความรู้จักของผู้คนให้มีต่อเขา แต่เป็นในเวลาที่เขาได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว


ด้วยความที่ขายดีก็ประการหนึ่ง ด้วยความที่ตัวหนังสือก็สนุกอีกประการหนึ่ง จึงเกิดความคิดของผู้สร้างหนังชาวสวีเดนที่จะทำรับหน้าที่สานต่อความโด่งดัง ขยายใหญ่ขึ้นสู่จอหนัง กลายมาเป็นหนังไตรภาคชุดสำคัญที่สร้างปรากฎการณ์เขย่าโรงหนังในบ้านเกิดได้อย่างครึกโครม และลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ในโลก ที่ได้โอกาสเขย่าขวัญ ทั้งในวงกว้างและวงแคบไปตามๆ กัน


ว่าด้วยเรื่องราวของ The Girl with the Dragon Tattoo ไม่ว่าจะในหนังสือ หรือหนังโรง ก็ลงเอยกับศูนย์กลางที่เป็นสองตัวละคร หนึ่งคือชายหนุ่มวัยกลางคน นักหนังสือพิมพ์ “Mikael Blomkvist” และอีกหนึ่ง นักสืบที่ทำงานแบบลับๆ ผู้เป็นเจ้าของชื่อเรื่อง “Lisbeth Salander” ..โดยในภาคแรกนี้ Mikael จะต้องพบกับการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลครั้งสำคัญที่กระทบกระทั่งกับชื่อเสียงในสายอาชีพที่ทำอยู่อย่างรุนแรง เมื่อเขาได้ไปเจอกับเรื่องราวลับๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งใน สวีเดน ที่มีการกระทำการอย่างทุจริต แต่เมื่อเรื่องแดงออกมาว่าเขาค้นพบ ความเป็นยักษ์ใหญ่ก็ข่มเหงเกทับกลับว่า มันคือข้อมูลที่ผิดๆ ไม่ใช่ความจริงแต่ประการใด!!


ในขณะที่ Mikael ถูกฟ้อง แพ้พ่าย หมดรูป และต้องพักงาน เพื่อหลบให้เรื่องมันซาไปเอง เขาก็ได้รับข้อเสนออย่างงามจากบริษัทคู่แข่งของยักษ์ใหญ่นี้ ที่ยินดีจะให้ความช่วยเหลือเรื่องการตอบโต้ สะท้อนความจริงด้วยข้อมูลที่มีอยู่ แต่ก็ต้องแลกด้วยกับการให้ความช่วยเหลือจากทาง Mikael ที่ต้องใช้วิญญาณความเป็นนักสืบที่มีอยู่ มาไขคดีลับสะเทือนใจคนในครอบครัวที่เมื่อ 30กว่าปีมาแล้ว ได้มีการหายไปของคนหนึ่งคน หญิงสาววัยรุ่นนาม “Harriet” ซึ่งเปลี่ยนชีวิตคนทุกๆคนในบ้านไปตลอดกาล ..ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็น หรือจะตาย หรือถ้าตาย แล้วใครกันที่ฆาตกรรม พร้อมส่งดอกไม้ใส่กรอบรูปมาให้กับคุณอาผู้เป็นที่รักของเธอตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ ...หรือเขาจะเป็นคนที่ในครอบครัวทุกคนรู้จัก?


นอกจาก Mikael ที่ต้องรับสืบคดีนี้ ด้วยความสนใจ และหมกมุ่นแล้ว เขาก็ได้รับการประสานงานให้ร่วมมือกันทำงานกับ Lisbeth สาวพังค์ตัวจี๊ด ที่หัวขบถสุดขีดขั้น ผู้เคยได้รับงานให้สืบค้นความเป็นไปของ Mikael ก่อนจะมาเจอกันในหนนี้ เพื่อร่วมด้วยช่วยกัน ตามจับตัวฆาตกร ตัวจริงที่ทำให้ครอบครัวนี้เหมือนต้องคำสาป


The Girl with the Dragon Tattoo ในแบบฉบับของสวีเดน ได้ฤกษ์ออกฉายในปี 2009 พร้อมกับการให้กำเนิดดาวรุ่งดวงใหม่ให้กับโลกภาพยนตร์ที่ชื่อ “Noomi Rapace” ผู้สวมบทเป็น Lisbeth ได้อย่างใช่ที่สุด ตรงตามหนังสือ และน่าเชื่อถือสุดๆ ในตัวหนัง ..แล้วก็ด้วยความที่ตัวหนังมันฮิตเถิดเทิงในระดับโลกนี่แหละหนา จึงนำพาให้มีคนกลุ่มหนึ่งขอซื้อลิขสิทธิ์ แล้วจับสาวพังค์สักมังกรมาแต่งตัวเสียใหม่ ในแบบฟอร์มของหนังฮอลลีวู้ด ที่นำทีมการแปลงโฉมมาโดย “David Fincher” ผู้กำกับคุณภาพ world class ที่เพิ่งผ่านพ้นความพีคมาสุดๆ กับหนัง facebook ที่ชื่อ “The Social Network” เรื่องนั้นนั่นเอง


The Girl with the Dragon Tattoo ฉบับปี 2011 ก็ยังคงรักษาคราบของความเป็นหนังระทึกขวัญ และพลอตหลักที่โยงใยคดีฆาตกรรมให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เอาไว้ด้วยกัน อีกด้วยตัวละครก็ยังคงไว้กระทั่งชื่อดั้งเดิม (แม้สัญชาติคนรับบทจะแทบเป็นอเมริกันกันหมดก็ตามเถอะ) กระทั่งว่าด้วยองค์รวมกันจริงๆ แล้ว มันก็คงสำเนาเดิมเอาไว้แทบจะเด๊ะๆ เลยก็ว่าได้


คือ กรณีทำซ้ำ ไม่ใช่เรื่องแปลกใจกับหนังรีเมคซะเท่าไหร่ เพราะทำซ้ำ ก็มีสไตล์ของมันได้หลายรูปแบบ ..โดยรูปแบบที่เราได้เห็นผ่านผลงานของ Fincher ครั้งนี้ ก็คือ การพยายามคงสิ่งที่เป็นสาระสำคัญเอาไว้ สิ่งไหนที่ถือเป็นไม้ตายของฉบับสวีเดน ก็เก็บเอาไว้ และมาใช้ซ้ำ แต่กระนั้นก็ไม่ได้มักง่ายที่จะนำเสนอกันตรงๆ ทื่อๆ ใช้มุมมองเดียวกันกับในหนังฉบับเก่า แต่ขยับขยายมุมมองบางอย่างให้ภาพที่แตกต่าง มีความแปลกแยกบางจุดที่ทำให้หนังไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่พลอตก็เหมือนกัน


การเรียกใช้บริการของ Fincher จึงเป็นอะไรที่มักให้ผลลัพธ์คุ้มค่าเสมอ เพราะในหนังทุกเรื่องของเขา ล้วนแต่มีสัญลักษณ์หรือลายเซ็น ที่บ่งบอกความเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใครเอาไว้ตลอด ต่อให้ความรู้สึกบางห้วงมันจะเหมือนลอกเลียนกันมาก็ตามที ..ตัวอย่างที่ชัดเจนก็อาจจะเป็น “The Curious Case of Benjamin Button” ซึ่งคงมีใครหลายคนคิดเห็นตรงกันว่ามันมาแนวแทบจะเดียวกันกับหนังดรามาสุดโปรดตลอดกาลอย่าง “Forrest Gump” เลย (พอดีว่าคนเขียนบท ของทั้งสองเรื่อง ดันเป็นคนเดียวกันเสียด้วย) แต่เมื่อเรามาเพ่งเล็งในรายละเอียดแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องซูฮกกับ Fincher ที่มีกระบวนท่าความคิดต่างซึ่งทำให้หนังมีเอกลักษณ์แบบฉบับของตัวเองไปเลย


และอีกอย่างที่ทำให้ Fincher รวมทั้งคนเขียนบทของหนัง “Steven Zaillian” สร้างความแตกต่างให้กับฉบับรีเมคและต้นฉบับได้อย่างสิ้นเชิง ก็คือ การเลือกจะจบเรื่องในอีกมุมหนึ่ง ..ซึ่งจะมองว่าเป็นการหักมุม สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้รู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนก็ใช่ หรือจะหักมุมซ้อนหักมุม สำหรับคนที่เคยได้ดูตัวต้นฉบับมาแล้วก็ว่าได้ ...ซึ่งส่วนตัวที่เป็นกรณีหลัง นอกจากจะชวนให้อึ้งแล้ว ก็ยังซาบซึ้งกับสิ่งที่เกิด เมื่อถึงเวลาที่ความจริงเคาะประตู มาปรากฏต่อหน้าต่อตา


ขณะที่ตัวต้นฉบับ เคยช่วยผลักดันให้ Noomi ฮิตติดตลาดโลกไปแล้วในวันนี้ ..ตัวหนังฉบับมะกัน ที่นำเอาคนมะกันมาเล่นเป็นตัวละครชื่อสวีดิช ก็เหมือนจะช่วยส่งไม้ต่อให้อีกหนึ่ง Lisbeth ที่รับบทโดย “Rooney Mara” (สาวคนเดียวกันกับที่เคยหักอก Mark Zuckerberg ในหนัง The Social Network นั่นเอง) จะมาเป็นดาวรุ่งคนต่อไปที่โลกต้องจับตามอง


แม้ Lisbeth ที่แสดงโดยคนมะกัน จะให้ความรู้สึกว่านี่คือ Lisbeth หนึ่งเดียวในโลกนี้ ไม่ได้ในแบบที่ Noomi เคยทำเอาไว้ แต่กับความสมบูรณ์แบบในการเป็นตัวละครนั้น โดยไม่อิงกับคาแรกเตอร์ใดๆ ของใครมาก่อน ก็ถือว่าการตีความ Lisbeth ในทางของ Rooney นั้น มันให้ผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งอย่างน้อยๆ เราก็สัมผัสว่าเธอคือผู้หญิงตัวน้อยๆ ที่เหมือนจะกร้านโลก แต่เอาเข้าจริงหัวใจก็เปราะบางเหลือเกิน มีมุมอ่อนแอที่ขวนให้สงสารไปกับชีวิตแสนรันทดของเธอ ..เธอทำให้เราต้องหลงรัก ก็ว่างั้น


ถึงที่สุดเมื่อมาวัดด้วยองค์รวม ใช้ไม้บรรทัดที่มีขนาดมาตรฐานเดียวกันกับเมื่อครั้งใช้วัดในฉบับสวีเดน เนื้องานของฉบับมะกัน ก็จัดว่าเปี่ยมด้วยคุณภาพของหลายสิ่งหลายอย่าง และถือว่ามีการอัพเกรดที่ดีกว่าที่ควรเป็นได้อีกในฉบับดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ (คงต้องขอบคุณทุนสร้างก้อนใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้สุดๆ) ถึงที่สุดก็ดูคล้ายว่าจะนำอยู่นิดๆ ได้หรอก ..แต่เมื่อมาประเมินกันด้วยสายตา โดยไม่พี่งพิงไม้บรรทัดใดๆ มันก็คงจะมีผู้ชนะได้หนึ่งเดียวเท่านั้น


และผู้นั้นที่จะได้ไปก็คงต้องเป็น ฉบับดั้งเดิม ซึ่งโดยส่วนตัว มันเป็นความประทับใจครั้งแรก แรกเริ่มที่ไม่รู้จักกันมาก่อน พอได้มาดูมารู้จักก็รู้สึกว่ามันยังใหม่ และยังสด ..แม้มันจะไม่ได้ออกมา perfect ไปหมดทุกเรื่อง ก็มีจุดอ่อน จุดหลวมอยู่พอตัว กระนั้นมันก็ตอบโจทย์ความสนุกได้ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยม


ขณะที่ The Girl With the Dragon Tattoo ปี 2011 ก็ไม่ผิดอะไรหรอกที่มาทีหลัง แต่การที่มันไม่ใหม่ ไม่สด เราก็รู้มุขแทบทุกอย่างแล้ว (แม้จะมีให้อึ้งอย่างว่า ที่ทำให้มันมีจุดพีคในแบบของมัน) จึงเป็นข้อเสียเปรียบที่ทำให้ยากจะมีหนังเรื่องไหนที่รีเมคแล้วจะดีกว่าเรื่องเก่า (เว้นแต่เรื่องเก่า มันจะหายนะไปเลย!)


แต่กระนั้นแล้ว หากเทียบกับ หนังระทึกขวัญฉบับฮอลลีวู้ดด้วยกัน โดยไม่เกี่ยงว่าจะใหม่หรือเก่า ..เรื่องนี้ ถือว่า เอาอยู่!! โดยที่คนเคยดูต้นฉบับ ก็ยังดูได้ และยังสนุกได้อีก!!


Like Me @ http://www.facebook.com/Onc3.UPoN.a.MaN

And Follow Me @ http://twitter.com/once_upon_a_man

OncE UPoN’-‘a MaN

movie review
{ 0 Votes, Average 0 Crowns }

Print Story

More About: , , , ,

More Stories in movie review

Related Stories in Chic Lifestyle

ติดตาม ChicMinistry จาก :

Recently Trending

Please wait..