

สงครามครั้งสุดท้ายของคนดีที่ชื่อ “Batman”
31.07.12
“การทำความดี ไม่ใช่เรื่องยาก เท่ากับการรักษาซึ่งความดีเอาไว้ให้คนเลื่อมใสศรัทธาได้ตลอดไป” ..นี่คงเป็นคำกล่าวที่จริง ไม่ว่าเราจะอยู่ในสังคมรูปแบบไหน คนในสังคมจะคิดแบบใดในส่วนมาก หากสุดท้ายการกระทำย่อมเป็นตัวตัดสินของทุกสิ่งทุกอย่างให้ประจักษ์แก่สังคม
และคำกล่าวที่ว่า “การกระทำ สำคัญกว่าคำพูด” นี่ย่อมก็เป็นความจริงที่ไม่มีวันตายเช่นเดียวกัน ..เพราะคนแต่ละคนย่อมพูดได้ว่าตัวเองทำอะไร ทำไมถึงได้ทำ เรามีปากเหมือนๆกันหมด แต่มันจะแตกต่าง และวัดคุณค่าของความเป็นคนได้จาก การที่เราไม่ใช่แค่คิดแค่พูด แต่ได้ลงมือทำ และเอาสิ่งที่ทำนั้นมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราพูดจริงแล้ว ก็ยังทำจริงอีกด้วย
สองคำกล่าวนี้ คงนับเป็นธีมที่เน้นเฉพาะเจาะจงว่ากล่าวถึง บุคคลที่เป็น “Hero” ได้อย่างมั่นคง และแข็งแรง ...เพราะสำหรับคนที่จะเป็น Hero ได้นั้น ย่อมต้องทำความดี และในการเลือกจะทำ ก็ต้องรักษาไว้ซึ่งบรรทัดฐานความดีอยู่เสมอ พร้อมๆ กับให้สิ่งที่แสดงออกมาเป็นหลักฐานให้คนอื่นรู้ว่า เราเป็นตัวจริง
แต่ใช่ว่าคนจะเป็น Hero ที่ดีได้นั้น เมื่อทำดี แล้วจะต้องมีคนเห็นเสมอไป และทำดี ก็ต้องเอาออกมาโชว์โอ้อวดไปทั่วว่าเราทำจริง... มันกลับจะเป็นทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำในโลกความจริง เพราะคนที่จะได้เป็น Hero ตัวจริงนั้น คือคนที่ทำดีย่อมไม่หวังผลตอบแทน หรือถ้าจะหวังบ้าง ก็ขอให้ใช้เวลาในการหวังให้น้อยกว่า การใช้เวลาตัดสินใจลงมือทำด้วยตัวเอง
สองธีมที่ว่านี้ มันคือ สิ่งที่เคยถูกทิ้งเอาไว้เป็นผลึกทางความคิด ในภาพยนตร์เรื่องหนี่งที่มีชื่อว่า “The Dark Knight” ..หนังที่เล่าเรื่องราว ความดี ทำสงครามกับ ความเลว แต่ความเข้มข้นของความเลว ที่มีมากกว่า ก็สามารถมากพอจะโค่นล้ม คนดีๆ คนหนึ่งให้ตกเป็นผู้พ่ายแพ้เมื่อถึงคราวจบเกมส์ได้
ตัวแทนของความดี คือ บุรุษนิรนามในโลกฮีโร่ที่ใช้ชื่อแทนตนว่า “Batman” ส่วนจอมมารร้ายที่นรกส่งมาทดสอบ ก็คือ “Joker” หัวโจกแห่งนคร Gotham ที่เป็นดังศัตรูคู่แค้นตลอดกาลมิวางวาย
จากจุดจบของ The Dark Knight ที่ปล่อยเชื้อความหดหู่เอาไว้... Batman ต้องหลบลี้หนีหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อเขาเลือกจะยอมเป็นผู้รับบาป ให้สังคมสาปส่งเพียงเพื่อจะยังคงมีสิ่งที่เรียกว่า ความดี หลงเหลือไว้ในสังคมคน Gotham อยู่บ้าง ..โดยสังคมนี้ก็หารู้ไม่ว่า คนที่เป็นตัวแทนของความดีอย่าง “Harvey Dent” ก่อนจะตายจากไป ก็คือวายร้ายคนใหม่ที่ถูกความมืดของจิตใจครอบงำให้กลายเป็นอื่นไปแล้ว!!
จากจุดจบในครั้งนั้น ได้ข้ามเวลามาสู่อีก 8 ปีข้างหน้า ในเรื่องราวตอนใหม่ที่ให้ชื่อ (เข้าใจกันง่ายๆ เลยล่ะ) “The Dark Knight Rises” ..มหานคร Gotham กลายเป็นเมืองที่ปลอดอาชญากรรมมาได้ยาวนานที่สุด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยกฎหมายที่ให้สิทธิ์ขาดกับตำรวจในการรวบตัวอาชญากรทุกระดับมาอยู่ในตะรางโดยไม่มีข้อยกเว้น ฟังดูเหมือนที่แห่งนี้ จะกลายเป็นแดนดินแสนสงบ ประชากรสุขสบายไปแล้ว ก็ยังหารู้ไม่อีกเช่นเคยว่า ศึกภายในอาจไม่มี แต่ศึกจากภายนอก กำลังย่างเท้าเตรียมเข้ามาจะย่างกรายเสียแล้ว
ครั้งที่หนัง “Batman Begins” ได้ย่างก้าวแรกสู่โลกใบใหม่ของ แบทแมน เรื่องราวแต่ครั้งนั้น ได้ทำให้เราได้รู้จักกลุ่มองค์กร “พันธมิตรแห่งเงา” จากการนำของ “Ra’s al Ghul” ที่หวังจะถล่มป้อม ทำลายบ้านแห่ง Gotham ให้ศิโรราบ แต่สุดท้ายผลสัมฤทธิ์ คือไม่สามารถทัดทานการปกป้องของ แบทแมน ได้เลย ..ใน The Dark Knight Rises จึงถึงแก่เวลาสมควรที่ พันธมิตรแห่งเงา จะกลับคืนมาอีกครั้ง เพื่อสานต่องานช้างให้สมความตั้งใจ
หลังจากร้างลาวงการไป 8 ปี ฮีโร่แห่งรัตติกาล จึงต้องคืนสังเวียนเดือดอีกครั้ง เพื่อยับยั้งความมุ่งหมายร้ายแรงที่จะทำลาย Gotham ที่เขารัก จนสูญสลายคาตา ..ทั้งเป็นการตอบแทนคุณให้บ้านเกิด และเป็นบทพิสูจน์ในสงครามครั้งสุดท้ายว่า เขาคือ หนึ่งในคนดี ที่ Gotham ต้องมี
The Dark Knight Rises ทิ้งห่างจากภาคที่แล้วมาถึง 4 ปี กับการให้เวลาไปทำการบ้านอย่างเข้มข้นของ “Christopher Nolan” ผู้ที่พลิกโฉมหน้าของ มนุษย์ค้างคาว ไปตลอดกาล ..และคราวนี้ ที่มีความหมายว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีชื่อข้องเกี่ยวกับหนัง Batman ก็ยิ่งต้องแบกรับความกดดันอย่างใหญ่หลวง จากความคาดหวังของคนดู ที่เคยรู้สึกชื่นชมใน The Dark Knight เอาไว้เสียมากมาย
แม้ในระหว่าง 4 ปีที่ผ่านมา จะมีช่วงเวลาแวบหนึ่งที่เราได้เห็น โนแลน ไปทำหนังทริลเลอร์โลกพิลึกอย่าง “Inception” และนั่นก็เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ถูกกล่าวขานในแง่บวกหนักๆ ไม่แพ้ The Dark Knight เลย ...แต่สำหรับใครต่อใครที่เชื่อมั่นใน โนแลน ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่า การรอคอยจะได้ดูภาคจบ ปิดตำนานแห่งมนุษย์ค้างคาว ตามแบบฉบับของผู้กำกับสุด Perfectionist คนนี้ แบบจะๆ คาตา เอาให้หายคาใจกันเสียที
มันจึงเป็นความตื่นเต้นทันทีในระยะแรก ที่หนังเปิดฉาก โดยขึ้นโลโก้ แบทแมน ..เพราะมันเป็นทั้งความรู้สึกว่า สิ้นสุดการรอคอยอย่างยาวนานลงแล้ว และขณะเดียวกันอีกสองชั่วโมงครึ่ง เกือบสามชั่วโมงที่เหลือต่อจากนี้ เราจะได้พบกับบทสรุปอย่างเป็นทางการ ที่คงจะตอบโจทย์ความยิ่งใหญ่ ได้พอๆ กับความประทับใจ ที่ก็คิดคาดหวังว่าคงไม่แพ้ไปจากภาคที่แล้วหรอกกระมัง
แต่เมื่อเราปล่อยเวลาให้หนังดำเนินไป พร้อมกับใช้สายตา สมอง และหัวใจ ตามติดเรื่องราวอันเข้มข้นอย่างไม่ลดละไปจากหน้าจอ ..ผมก็พบว่า The Dark Knight Rises นี้ ก็ยังคงให้ความหมายที่ยิ่งใหญ่ อลหม่าน และน่าติดตาม อย่างที่ควรจะเป็นด้วยฝีมือระดับ โนแลน ที่เชื่อได้ว่า เอาอยู่ ...เพียงแต่ในแง่ของการทำให้คนหนึ่งคน ดำดิ่งไปกับเรื่องราวของหนังได้ลึก และซึ้ง นั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ถึง เท่าที่ The Dark Knight เคยทำมา
อาจจะเพราะว่าหนังต้องให้เวลากับการสะสางบัญชีเก่าที่เหลือเก็บมาตั้งแต่ภาคแรก จนถึงภาคสอง เพื่อจะสรุปในภาคสามให้ได้ทุกประเด็นครบ ไม่มีตกหล่น (ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความเป็น Perfectionist ของ โนแลน ได้อีกครั้ง) แต่ในเวลา 164 นาทีที่หนังมี ก็ออกจะน้อยไปเลย เมื่อหนังต้องใช้เวลาในช่วงหลัง กับการทำให้คนดูรู้สึกว่า สงครามครั้งสุดท้ายของ แบทแมน เป็นอะไรที่สมศักดิ์ศรี อย่างเป็นที่สุด ..ซึ่งมันทำได้แค่เกือบ แต่ส่งอารมณ์ไม่ถึงขั้นสุด!!
แม้จะมองในแง่ของการเป็นหนังแอ๊คชั่น ก็ถือว่า อิ่มกว่า ทุกภาคที่ผ่านมาได้เลย เพราะหนังทุ่มเทตรงนี้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นของกำนัลแด่แฟนๆหนัง Superhero และแฟนแท้ๆของ Batman ได้หูตาสว่างไสวเสียบ้าง.. แต่กับคนที่รู้สึกว่า หนังของโนแลน มันต้องมีอะไรที่มากไปกว่านี้ และที่ว่ามาก ก็ไม่ได้หมายความว่า มันต้องมันส์โดยใช้การต่อสู้เป็นเครื่องหมายให้ชายตามองเพียงเท่านั้น ก็อาจจะรู้สึกไม่ได้เป็นอันสมดังหวังอย่างเต็มที่ เต็มใจอะไรนัก
ถึงแม้หนังจะไม่ได้เป็นดังใจหวังจนสุดทาง แต่ก็ยังยืนยันได้เลยว่า นี่ไม่ใช่ความผิดหวังแห่งปี แน่นอน เพราะ The Dark Knight Rises ก็ยังเป็นโปรแกรมแห่งความบันเทิงระดับบิ๊กที่คุ้มค่ากับการจ่ายเงินระดับสูง เพื่อเปิดรับประสบการณ์ในโรงหนังจอ King Size อย่าง IMAX
ด้วยความที่โฆษณาเสียอย่างดีว่า ครั้งนี้ ให้ภาพเต็มจอจุใจในเวลา 72 นาที จนอิ่มหนำ.. การที่ โนแลน รักและยินดีที่จะทำให้หนังของตัวเองออกมาดูเต็มที่ในการให้มุมมองทางภาพที่กว้างขวาง ก็เกิดผลดีกับการให้อารมณ์ร่วมผ่านแต่ละฉากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับฉากที่ขายความใหญ่โตของสถานการณ์ ก็เร้าใจได้มากไปกว่าการดูในจอทั่วไปในโรงหนังปกติ หรือทีวีที่บ้านเรา
แต่ถ้าไม่ยืดมั่นถือมั่นว่าต้องเจอ IMAX เท่านั้น ..หากมองโดยภาพรวม และคิดถึงว่ามันคือหนังซัมเมอร์แห่งปี 2012 แล้ว นี่ก็คือหนังที่จะดูในมุมไหนมองแบบใดก็ตามแต่ มันก็เป็นหนังซัมเมอร์ที่ดีที่สุดของปีนี้ไปโดยปริยาย ...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบท จุดตั้งต้นของการเป็นหนังที่น่าให้ตามติด มันก็ให้แต่เหตุและผลที่ดีพอ จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องราวได้ไม่ยาก รวมทั้งการกล่าวถึงแต่ละตัวละคร ก็ให้น้ำหนักที่มีความพอดี กับการจะถูกให้ความสำคัญในหนัง หรือเหตุการณ์ใดๆ
แล้วกับตัวละครใหม่ๆ ในภาคนี้ ก็ล้วนแต่มีโมเมนต์ที่ทำให้ตัวเองมีเสน่ห์ หรือโดดเด่นกันได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “Cat Woman” ในร่างสะอดสะองของ “Anne Hathaway” ที่เซ็กซี่ขยี้ใจชาย ได้พอๆกับการทำให้เธอเป็นสาวร้ายที่เราเผลอรักได้ไม่ยากเย็น.. “John Blake” โดย “Joseph Gordon-Levitt” ก็กลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนความดี ที่ทำให้ Gotham ไม่สิ้นความหวัง.. และที่ลืมไม่ได้ “Miranda” ตัวละครของ “Marion Cotillard” ซึ่งคงเล่าตรงนี้ไม่ได้แน่ นอกจากจะไปดูสิ่งที่เธอเป็นจากในหนังกันเอง
ส่วน “Bane” ชายผู้สวมหน้ากากแห่งความเจ็บปวด ที่มีชีวิตได้ด้วย การแสดงของ “Tom Hardy” อาจนับว่าเป็นหนี่งในตัวละครที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึงในแง่บวกได้อย่างเต็มที่นัก ..แม้นั่นไม่ได้หมายความว่า ฮาร์ดี้ รับหน้าที่นี้ได้อย่างน่าผิดหวัง แต่เมื่อเทียบกับพลังงานความน่ากลัวแล้ว ก็ถือว่าชั้นเชิงความชวนขยาดยังน้อยไปกว่า “Joker” (Heath Ledger ผู้ล่วงลับ) ไม่ว่าจะในแง่ของบทบาทการสร้างความปั่นป่วนในหนัง หรือพลังการแสดงที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ และลีลาที่ร้ายกาจ
ขณะที่ตัวละครเก่า เอามาเล่าต่อ ก็ล้วนแต่ เยี่ยมยอด กันหมดอยู่แล้ว แต่ “Christian Bale” ในช่วงเวลาหลังจากได้รับออสการ์มาแล้ว ก็ได้ทำให้เราขนลุกกับการเป็น Batman อย่างสุดๆ ในภาคนี้นี่แหละ รวมทั้ง “Michael Caine” ที่ออกน้อยมาก แต่ระดับความจำเป็นต้องมีของ พ่อบ้าน Alfred ในภาคนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ของนายและบ่าว ที่ตัดยังไง ก็ไม่มีวันขาดจากกันได้อย่างซาบซึ้ง
ส่วนงานเบื้องหลังทั้งหลายแหล่ ก็ตอบรับกับทุนสร้างมหาศาลได้อย่างถึงจุดคุ้มอยู่แล้ว แต่ที่สร้างเสน่ห์ให้กับหนังได้อีกทาง ก็คือ ดนตรีประกอบ ที่ลุกโหมความรู้สึกว่า นี่คือ จุดจบที่หาญกล้า และงดงาม ท่ามกลางความขลังของพลังแห่งเสียงที่ช่วยตอบคำถามบางอย่างแทนหนังได้
“The Dark Knight Rises” ย่อมเป็นจุดจบที่สวยงาม และน่าจดจำของ แบทแมน ในแบบฉบับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้แน่ แม้ในแง่มุมที่เรายังต้องการลึกๆ นั้น จะยังไม่สามารถตอบแทนเราได้อย่างสาสมที่สุดก็ตามที ..กระนั้น นี่ก็คือ บทสรุปที่ไม่ควรพลาด ยิ่งสำหรับทุกคนที่เคยได้ดู Batman Begins และ The Dark Knight มาเรียบร้อย ถ้าคุณไม่ได้ดูภาคสุดท้ายละก็ มันก็อาจคล้ายกับว่าคุณยังไม่เคยได้ดู สองเรื่องก่อนหน้าเสียด้วยซ้ำ
Like Me @ http://www.facebook.com/Onc3.UPoN.a.MaN
And Follow Me @ http://twitter.com/once_upon_a_man
OncE UPoN’-‘a MaN

More About: The Dark Knight Rises, Batman, แบทแมน
More Stories in movie review
Related Stories in Chic Lifestyle
Recently Trending

Please wait..