

ศิลปะในการปลอบใจ
30.04.12
เรื่องเศร้าโศกเสียใจ ใครๆ ก็ไม่อยากให้เกิด แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว การที่จะดึงจิตปลอบใจกันให้สามารถลุกขึ้นมาสู้ชีวิตกันได้อีกสักตั้ง คงเป็นเรื่องที่จำเป็นไม่แพ้กันเลยใช่ไหมล่ะคะ เหลายคนปลอบใจใครไม่เป็นค่ะ เพื่อนเศร้ามามีเหวอ ทำตัวไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก กลัวไปหมดว่าเพื่อนจะหาว่าซ้ำเติมหรือทำให้เพื่อนเสียใจหนักขึ้นไปซะงั้น ที่สำคัญหลายคนก็ปลอบใจแบบผิดๆ ใช้คำพูดที่ประชดประชัน แดกดันกันจนเสียเพื่อนไปอีกราย
เรื่องการปลอบใจเป็นเรื่องที่ต้องใช้วาทศิลป์เล็กน้อยค่ะ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเราคงไม่ต้องปลอบใจใครทุกวันจนเป็นเรื่องถนัด แต่ก็ไม่ได้ยากถึงขนาดที่ว่าไม่มีใครทำได้หรอกนะคะ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่บนโลกที่หลากอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างไรกัน ว่าแล้วเราก็มีวิธีการปลอบใจแบบง่ายๆ มาบอกกันค่ะ
ฟังให้มาก เก็บให้น้อย
วิธีนี้เหมาะกับคนที่เสียใจแล้วพรั่งพรูออกมาค่ะ อาจจะเป็นทั้งเรื่องที่เก็บกด อัดอั้น หรือแม้แต่คร่ำครวญถึงเรื่องราวต่างๆ ออกมาแบบไม่มีทางแทรกได้เลย วิธีนี้ไม่มีอะไรดีกว่าปล่อยให้เค้าพูดๆๆ ออกไปจนหมดค่ะ อาจจะน่ารำคาญสักนิด แต่ก็ต้องอดทนและเปิดใจค่ะ ที่สำคัญเราต้องรับฟังแต่อย่าไป “อิน” กับปัญหาของเขานะคะ เข้าทำนองBe empathy but not sympathy คือเข้าใจในความรู้สึกของเขา รู้ว่าเขาเสียใจหรือดีใจเพราะอะไร แต่อย่าไปเห็นอกเห็นใจจนเกินงามทำให้เราจิตตกไปด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคนปลอบใจอาจจะกลายมาเป็นคนถูกปลอบใจได้ คงยุ่งแน่ค่ะ
อย่าตัดสินอะไรด้วยตัวเรา
บางครั้งเรื่องที่เขาเสียใจอาจเป็นเรื่องที่เราผ่านมาก่อน เราก็เราสามารถแนะนำได้ค่ะว่าถ้าเขามีปัญหาเหมือนกับเรา ควรแก้อย่างไร แต่ก็ควรเป็นทางแก้ที่หลากหลาย ไม่ใช่ว่าจะชี้นำอยู่ในทางที่เราอยากให้เขาเลือก หรือทางเลือกที่เราทำแล้วสำเร็จ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีใครรู้ปัญหารวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นอย่างแท้จริง ทุกปัญหามักมีข้อปลีกย่อยที่ต่างกันเสมอ คงมีแต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ คนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นจึงจะให้คำตอบเราได้
บางปัญหาเราอาจจะรู้สึกว่าเล็กน้อยเหลือเกิน บางครั้งออกจะขำๆ ด้วยซ้ำ แต่สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อลังการมากนะคะ เพราะบางปัญหาก็เหมือน “เส้นผมบังภูเขา” ยังไงล่ะคะ บางคนอาจจะมองไม่เห็นทางแก้ ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ข้างหน้านี้แท้ๆ เชียว เคสนี้อย่าได้ไปดูถูกกระแนะกระแหนเลยค่ะ แค่ควรเห็นใจแล้วชี้ทางสว่างให้เขาดีกว่า คนเรามันพลาดกันได้ จริงไหมคะ?
เวลา…เยียวยาได้ (เกือบ) ทุกสิ่ง
ไม่มีอะไรดีกว่าการให้เขาใช้เวลาเป็นเครื่องปลอบใจค่ะ เวลาจะเยียวยาปัญหาของเขาได้หรือไม่นั้น ต้องอยู่กับการใช้เวลาของคนๆ นั้นด้วยค่ะว่าใช้ไปอย่าง “มีค่า”แค่ไหน บางคนจมปลักอยู่กับอดีต ไม่สนใจโลกรอบข้าง ปล่อยโอกาสดีๆ ในเรื่องอื่นๆทิ้งไป เพียงเพราะยังไม่สามารถฉุดตัวเองขึ้นมาจากหลุมแห่งอดีตได้ เคสนี้เวลาทั้งชาติก็ไม่อาจเยียวยาได้ เคยมีคำกล่าวที่ว่า “ผู้ที่ลืมได้ก่อนคือผู้ที่มีความสุขที่สุด” นี่คือเรื่องจริงค่ะ เพราะฉะนั้นรีบบอกเขานะคะว่าอย่าเสียเวลาเศร้ากับความผิดหวังอยู่เลย
โอกาสดีๆ มีอยู่เสมอ
“เมื่อหน้าต่างบานหนึ่งปิดไป บานใหม่จะเปิดเสมอ” โลกเราไม่มีใครเศร้า แพ้ แย่ ผิดหวังกันได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ ถ้าจะพูดทางพุทธก็ทุกอย่างบนโลกล้วนอนิจจัง ไม่มีสั่งใดอยู่จีรัง เราไม่มีใครรู้อนาคตนะคะ วันนี้ร้องไห้ พรุ่งนี้อาจหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ควรปลอบเขาให้ใช้เวลาเสียใจได้แต่พองาม เก็บเรื่องร้ายๆ ไว้เป็นบทเรียนในชีวิตเพียงแค่นั้นก็พอค่ะ บางเรื่องมีค่าควรเป็นประสบการณ์ บางเรื่องไร้ค่าเกินกว่าจะจดจำให้เปลืองพื้นที่สมอง แต่ไม่ว่าเรื่องนั้นจะแย่ เลวร้ายแค่ไหน ขอให้เราอย่าไปจมอยู่กับมันนานเป็นพอค่ะ
เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การปลอบใจผู้คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้นอกจากจะเป็นการช่วยให้เขาได้มีจิตใจที่ดีขึ้น มีสติพอที่จะสู้ชีวิตต่อแล้ว ยังเป็นการสะท้อนให้เราเห็นความเป็นไปของโลก ถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดกับเราเองเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วเราเตรียมรับสถานการณ์นั้นหรือยัง? เรียกว่าปลอบใจเขาแล้วอย่าลืมย้อนดูตัวเองด้วยนะคะสาวๆ

More About: ศิลปะในการปลอบใจ, การปลอบใจ, การพูด, กำลังใจ
More Stories in energy & happiness
Related Stories in Chic Mind & Body
Recently Trending

Please wait..