Email

The Five Precepts 2 : The thieve

The Five Precepts 2 : The thieve

ศีล 5 สตอรี่ (2) : อทินนาทานา เวรมณี

by Daaw  Chonlada


“…ผลการจัดอันดับดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี พ.ศ. 2554 พบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 80 จากการจัดอันดับทั้งหมด 183 ประเทศทั่วโลก!”


อ่านข่าวนี้แล้วอยากจะอุทานเหลือเกินว่า “นี่หรือเมืองพุทธ!”


ต้องอุทานแบบนี้จริงๆ ค่ะ เพราะในพุทธศาสนานั้นเรามีศีล 5 ที่หนึ่งในนั้นคือศีลข้อ 2 อทินนาทานา เวรมณี หรือที่เราๆ รู้จักกันว่า “ห้ามลักทรัพย์” ศีลข้อนี้บัญญัติขึ้น เพื่อป้องกันการทำลายกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สมบัติของกันและกัน โดยหวังจะให้เลี้ยงชีพในทางที่ชอบ เว้นจากการเบียดเบียนกันและกัน การประพฤติผิดเช่นนี้ ได้ชื่อว่าประพฤติผิดธรรม เป็นบาป


แต่ก็เช่นเดียวกับศีลข้ออื่นๆ ที่เราเอาแต่ท่อง แต่ทำบ้างไม่ทำบ้าง การห้าม “ลักทัรพย์” นั้นเราเข้าใจดีแค่ไหน มันไม่ได้หมายถึงการขโมยเอาของที่เจ้าของไม่ได้รับอนุญาตมาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ศีลข้อนี้ยังมีข้อยิบย่อยชนิดที่เรียกได้ว่าน่าทึ่ง! ทึ่งในความสมารถของพระพุทธองค์ที่ท่านทรงบัญญัติไว้ได้ละเอียดลออขนาดนี้ และเชื่อแน่ว่าสาวๆ หลายคนอาจทำผิดไป เพียงเพราะ “ไม่รู้” ได้แน่ๆ


อทินนาทานา เวรมณี ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ขโมย”

เรามาดูกันดีกว่าค่ะสาวๆ ว่าเราเข้าใจเรื่องของศีลข้อ 2 นี้ดีหรือยัง? ว่ากันด้วยเรื่องของการขโมยกันเลยดีกว่าโดยว่าด้วยเรื่องการ “โจรกรรม” ที่ทางพระไตรปิฏกบัญญัติไว้ว่า หมายถึงการถือเอาสิ่งของที่ไม่มีผู้ให้ ด้วยการกระทำอย่างโจรทุกอย่าง จัดเป็นโจรกรรม ในทางศีลธรรม ท่านรวมไว้ 14 วิธีด้วยกัน ดังนี้


1. ลัก ได้แก่ การขโมยทรัพย์ของคนอื่นที่เจ้าของเขาไม่เห็น มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น “ขโมย” เช่น ในเวลาเงียบเห็นเขาตากผ้าไว้ เป็นผ้าพันคอคอเล็กชั่นใหม่ของแบรนด์ดังด้วย กรี๊ดเลยหยิบเอาของเขาไป ไม่ให้เจ้าของรู้อันนี้ล่ะค่ะขโมย “ย่องเบา” เวลาสงัดคน แอบเข้าไปในบ้าน หยิบฉวยเอาของต่างๆ ไป อันนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ “ตัดช่อง” อันนี้เริ่มเป็นมืออาชีพคือต้องขโมยแบบมีอุปกรณ์ งัดหรือเจาะประตูหน้าต่างที่ปิดช่องอยู่ แล้วหยิบเอาของเขาไป


2. ฉก ได้แก่ การถือเอาของในเวลาเจ้าของเผลอ มีชื่อเรียกต่างกันตามอาการ เช่น “วิ่งราว” ขโมยแบบต้องไวเพราะต้องอาศัยทีเผลอ เข้าแย่งแล้ววิ่งหนีไป “ตีชิง” อันนี้ออกแนวใช้กำลังคือตีเจ้าของทรัพย์ให้เจ็บตัว แล้วถือเอาของไป


3. กรรโชก แสดงอำนาจ หรือใช้อาวุธให้เขากลับแล้วให้ของ เรียกว่า ขู่ หรือจี้ อันนี้เป็นโจรมืออาชีพเลยค่ะ


4. ปล้น ได้แก่ รวมพวกกันหลายคน มีอาวุธเก็บเอาของผู้อื่นด้วยอำนาจ อันนี้บาปเป็นหมู่คณะ


5. ตู่ คือ อ้างกรรมสิทธิ์ ยืนยันเอาของคนอื่นมาเป็นของตน อันนี้ต้องมี Skill สูงอีกนิดเพราะต้องขโมยและด้านด้วย


6. ฉ้อ ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น เช่น รับของแล้วโกงเสีย อ้างว่าเป็นของของตน เป็นนิสัยที่พบได้มากของนักการเมือง

 
7. หลอก ได้แก่ กิริยาที่พูดปด เพื่อถือเอาของของผู้อื่น จุดนี้บาปกำลังสอง เพราะผิดศีลข้อ 4 ด้วย


8. ลวง ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาของผู้อื่น ด้วยแสดงของอย่างใดอย่างหนึ่งให้เข้าใจผิด เช่น ใช้เครื่องชั่งเครื่องตวงโกง หรือจะไม่ใช้เครื่องมือ แต่ใช้คำพูด, สถานการณ์ลวงผู้อื่นก็บาปเช่นกัน


9. ปลอม ได้แก่ กิริยาที่ทำของปลอมให้คนอื่นเห็นว่าเป็นของแท้ แล้วแลกเปลี่ยนเอาทรัพย์ไป เชื่อว่าสาวๆ หลายคนมี โดยเฉพาะพวกสินค้า AA, AAA, Super Mirror ทั้งหลาย


10. ตระบัด ได้แก่ กิริยาที่ยืมของคนอื่นไปใช้ แล้วเอาเสีย เช่น ยืมของแล้วไม่ส่งคืน กู้เงินเขาแล้วเบี้ยวไม่ส่งดอก ยืมแล้วเนียน นิ่ง ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อันนี้นอกจากจะเป็นหนี้แล้ว ยังบาปอีกด้วย


11. เบียดบัง ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาเศษ เช่น ท่านใช้ให้ไปเก็บเงินค่าเช่าบ้าน เป็นต้น ได้มากแต่ให้ท่านน้อย


12. ลักลอบ ได้แก่ กิริยาที่ลักลอบเอาของที่ต้องห้ามหลบหนีภาษี เช่น สินค้าเถื่อน สินค้าหนีภาษี ของหิ้วทั้งหลาย สาวๆ คงรู้กันดี


13. สับเปลี่ยน ได้แก่ การขโมยของที่ดีกว่าและเอาสิ่งที่แย่กว่าเข้าไว้แทน ออกแนวขโมยคุณธรรม ยังมีกระจิตกระใจวางของปลอมไว้ให้ แต่อย่างไรก็บาปเหมือนกันค่ะ

 
14. ยักยอก ได้แก่ การยักยอกของที่ถูกยึดเอาไว้เอง อันนี้คงไม่ต้องมีตัวอย่าง เ ปิดทีวีก็เห็นข่าวกันอยู่ทุกวัน


“โจรกรรมมีลักษณะต่างประเภทที่กล่าวมานี้ บุคคลทำเองก็ดี เป็นแต่รวมพวกไปกับเขาก็ดี เหล่านี้ชื่อว่า ประพฤติผิดเป็นโจรกรรมทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม มีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดย วัตถุ เจตนา ประโยค” นี่คือบทบัญญัติในพระไตรปิฎกค่ะ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างครบถ้วนและครอบคลุมเรื่องราวของการขโมยหมดแทบทุกขั้นตอนเลยทีเดียว จุดนี้แม้ภาษาต่างๆ จะเปลี่ยนไป แต่เราดูที่การแสดงออกเป็นหลักนะคะ


บาปหรือไม่ ใครบอกได้

แน่นอนว่าแม้จะมีข้อยิบย่อยของการทำผิดไว้ให้เราพิจารณา แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้ว การกระทำแบนี้ ผิดศีลข้อ 2 หรือไม่ พระพุทธองค์ท่านก็ทรงบัญญัติหลักการพิจารณาความผิดไว้เช่นกันค่ะ โดยหากผิดครบองค์หลักวินิจฉัยอทินนาทาน 5 ข้อนี้แล้วก็บาปไปเต็มๆ ค่ะ


1. ปรปริคคหิตัง ของนั้นมีเจ้าของหวงแหน คือรู้ว่าสิ่งนี้มีเจ้าของ ไม่เฉพาะแต่ของส่วนตัวเท่านั้นนะคะ ของสาธารณะก็มีเจ้าของเช่นกัน เพียงแต่เจ้าของนั้นสร้างมาเพื่อให้ใช้ได้อย่างสาธารณะ เพราะฉะนั้นการขโมยของสาธารณะก็บาปเช่นกันค่ะ


2. ปรปริคคหิตสัญญิตา ตนก็รู้ว่าของนั้นมีเจ้าของหวงแหน และถึงไม่หวงขโมยมาก็ผิดอยู่ดีค่ะ ขอเพียงเรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งนั้นมีเจ้าของก็ผิดแล้ว


3. เถยยจิตตัง จิตคิดจะลัก
คือตั้งใจจะขโมยเลย


4. อุปักกโม พยายามจะลัก มีการวางแผนว่าจะขโมยอย่างไรด้วย


5. เตน หรณัง นำของนั้นมาด้วยความพยายามนั้น และได้ของนั้นมาอย่างที่ต้องการ


เอาล่ะค่ะ ถ้าผิดครบทั้ง 5 ก็บาปไปเต็มๆ แต่ถ้าผิดไม่ครบก็ไม่ใช่ว่าจะไม่บาปนะคะ แต่บาปกันนิดๆ หน่อยๆ ไม่เท่ากันไปค่ะ แต่อย่างไรเสียไม่บาปก็จะดีที่สุดค่ะ


เมื่อไหร่ที่เสี่ยงจะผิดศีลข้อนี้ ลองคิดถึงใจเขาใจเราบ้างค่ะว่า “ของๆ ใคร ใครก็หวง” กว่าจะได้อะไรมานั้น ย่อมต้องใช้ความพยายาม หยาดเหงื่อแรงกาย พลังสมองแลกมาทั้งนั้น และคนที่เอาไป ไม่ต้องรอตกนรกหรอกค่ะ เพราะเขาจะใช้มันอย่างไม่มีความสุข จะต้องละอายใจทุกครั้งที่เห็นของสิ่งนั้น นั่นหมายถึงตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้น เราเลือกได้ค่ะว่าจะทำหรือไม่ บาปหรือไม่นั้น เราเองย่อมรู้อยู่แก่ใจค่ะ

meditation
{ 0 Votes, Average 0 Crowns }

Print Story

More About:

More Stories in meditation

Related Stories in Chic Mind & Body

Test2 : 7496

สมัครเพื่อรับข่าวสารรายสัปดาห์
จาก Chicministry

สมัครเพื่อรับข่าวสารรายสัปดาห์
Fashion Ministry Beauty
Mind & Body Social Ministry
Career & Relationship Lifestyle
Travel Food & Leisure
Home & Family

Recently Trending

Please wait..