Exclusive Lunch at L’Atelier de Joel Robuchon ชิมอาหารฝรั่งเศสรสชาติไร้คำบรรยาย

การผสมผสานระหว่างอาหารสไตล์ฝรั่งเศสระดับพรีเมี่ยมและความใส่ใจในการบริการโดยเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างเชฟกับลูกค้าที่มารับประทานอาหารแบบญี่ปุ่น เรียกว่าเป็นการผสมผสานที่มีความลงตัวและโดดเด่นอย่างหาที่ติไม่ได้ จนทำให้ร้านอาหารลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง (L’Atelier de Joël Robuchon) กลายเป็นร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ทั้งสาขาในยุโรป อเมริกา และเอเชีย

ณ เตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง ชั้น 5 ตึกคิวบ์ มหานคร สัมผัสถึงความเรียบหรูและน่าเกรงขามได้อย่างชัดจนเมื่อแรกเห็น เพราะมีการตกแต่งร้านโดยใช้โทนสีดำและสีแดงเพื่อสื่อถึงพลังอำนาจและความรักในการทำอาหาร ยิ่งเดินเข้าไปในร้านจะเห็นบรรยากาศสุดหรูระดับมิชลินสตาร์ตามแบบฉบับของโจเอล โรบูชง เชฟผู้มีฝีมือระดับเวิร์ลคลาสสามารถคว้าดาวมิชลินสตาร์ได้เยอะที่สุดในโลกถึง 25 ดวงด้วยกัน โดยกรุงเทพฯ เปิดให้บริการเป็นสาขาที่ 9 ของโลก

ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง เป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสในคอนเซ็ปต์ ‘ครัวเปิด’ (open kitchen) เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเชฟกับลูกค้าที่มารับประทานอาหาร ซึ่งจะช่วยให้เชฟยิ่งทุ่มเทในการปรุงอาหารให้อร่อยล้ำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าท่ามกลางบรรยากาศการที่มีชีวิตชีวา นอกจากนั้นยังมีส่วน Terrace สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง จะไม่ยึดติดรูปแบบเดิมๆ หรือทางการ แต่จะเน้นความเป็นกันเองและให้ความสำคัญกับคุณภาพและสไตล์ มีทั้งอาหารจานเดียวหรืออาหารหลากหลายคอร์สเสิร์ฟพร้อมกับไวน์ชั้นเลิศให้ลิ้มรสอีกด้วย

ชุดขนมปังที่รังสรรค์โดยเชฟชาวญี่ปุ่นจะเสิร์ฟให้กับลูกค้าทุกกลุ่มทานเล่นหลังจากนั่งได้ไม่นาน ซึ่งแม้แต่ขนมปังทานเล่นยังเห็นความพิถีพิถันมาตรฐานโรบูชงเลย ส่วนคอร์สที่เราทานจะเริ่มจากการเรียกน้ำย่อยด้วย Le Parmesan เสิร์ฟด้วยแก้วใสขนาดเล็กประกอบด้วยฟัวร์กราส์ด้านล่างสุด Porto Reduction หรือไวน์แดงไร้แอลกอฮอล์ตรงกลาง และโฟมเนยหอมกรุ่นด้านบน กลิ่นเรียกได้ว่ายั่วน้ำลายทำให้เราอยากรีบทานจานถัดไป สมกับเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยจริงๆ ตามมาด้วย Le Caviar Imperial de Sologne ไข่ปลาคาเวียร์คุณภาพดีที่สุดจากเมืองโซโลนผสมผสานกันอย่างลงตัวกับเจลลี่และเนื้อปูเน้นๆ

เพิ่มความสดชื่นด้วย La Betterave หรือแอปเปิ้ลกับบีทรู้ทหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เคล้ากัน ราดด้วยเชอร์เบ็ทมัสตาร์ดเย็นเจี๊ยบ เมื่อทานแล้วความเย็นสดชื่นและความหอมจากอโวคาโดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก เป็นการเรียกความสดชื่นไอเดียบรรเจิด

ฟัวร์กราส์เป็นอีกเมนูที่ขาดไม่ได้เมื่อทานอาหารฝรั่งเศส และ Le Foie Gras de Canard เสิร์ฟพร้อมกับรสชาติที่กรุบนอกนุ่มใน ความสุกของฟัวร์กราส์ที่นี่บรรจงรังสรรให้มีความพอดีที่สุด ยิ่งเมื่อจับคู่ทานกับไวน์ที่ทางร้านเลือกให้แล้ว ถึงขนาดต้องหลับตาค่อยๆ รับประทานเพื่อลิ้มรสเลิศนี้ไว้ให้นานที่สุด ถัดมาคือ Le Black Cod ปลาค็อดเนื้อแน่นที่ได้ยินเสียงกรุบกรับเบาๆ ในปากขณะรับประทาน เสิร์ฟคู่กับซอสยูสุเพิ่มรสอร่อยอย่างลงตัว ส่งท้ายของคาวด้วย L’Agneau de Lait des Pyrenees เนื้อแกะที่เลี้ยงด้วยนมจากเทือกเขาพิเรนิส คัดเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดมาให้สมกับเป็นร้านเชฟมิชลินสตาร์ เนื้อนุ่มมากไร้กลิ่นคาวเพิ่มกลิ่นหอมเย้าจมูกจากไธม์ ค่อยๆ ทานไปจิบไวน์ไปเพื่อสัมผัสความอร่อยเลิศชนิดไร้คำบรรยาย ต้องบอกว่าในคอร์สนี้จะมี Paring Wine เสิร์ฟเป็นคู่กับอาหารแต่ละอย่างเพื่อให้ได้รสสัมผัสของอาหารฝรั่งเศสอย่างแท้จริง

ส่วนของหวานในคอร์สนี้คือ La Perle Citron ลูกกลมๆ สีขาวมุก ต้องใช้อุปกรณ์เคาะให้แตกก่อนทาน ข้างนอกเป็นน้ำตาล ส่วนข้างในเป็นมูสและเจลลี่รสชาติเปรี้ยวสดชื่น

นอกจากเมนูที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเมนูอีกมากมายที่ทางร้านพร้อมรังสรรค์ให้ลูกค้าได้ลิ้มรสชาติอันแสนอร่อยนี้ ส่วนเรื่องรสชาติและคุณภาพของอาหารแต่ละเมนูไม่ต้องพูดถึง ลองแวะมาที่ L’Atelier de Joël Robuchon แล้วคุณจะได้พบกับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เหนือชั้นมาอีกระดับ