เรื่องแฟชั่นและการแต่งตัว ถ้าจะต้องให้พูดกี่ครั้งสำหรับผู้หญิงสมัยใหม่แล้วยังไงๆก็ไม่เบื่อ ไม่ว่าจะเป็นกระแสหรือเทรนด์ของแฟชั่น แนวเสื้อผ้าที่กำลังมาแรง รวมไปถึงดาราคนโปรด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ดาราเท่านั้นแล้วล่ะที่สามารถเป็นไอดอลได้ ใครต่อใครก็สามารถเป็นผู้นำด้านแฟชั่นได้เหมือนกัน เหมือนอย่างคุณตุ๊ย ทิพนันท์ ศรีเฟื่องฟุ้ง เธอเป็นหญิงในสังคมที่ใครๆ ต่างก็คุ้นหน้ากันดี ยิ่งตอนนี้เมื่อเธอกลายเป็นเจ้าของแบรนด์กระเป๋าสุดสวยดีไซล์ล้ำ เชื่อว่าความชอบและแนวแฟชั่นส่วนตัวต้องเริ่ดมากแน่ๆ

ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องแฟชั่นในสไตล์ของเธอ เรามาทำความรู้จักตัวของคุณตุ๊ยกันให้มากกว่านี้หน่อยดีกว่าค่ะ
ก่อนที่เธอจะมาเปิดแบรนด์กระเป๋าของตัวเอง เธอทำอะไรมาบ้าง “ตุ๊ยเรียนปริญญาตรีมาทางด้าน Graphic Design ค่ะ หลังจากที่เรียนจบเลยตัดสินใจพักเรื่องเรียนไว้แป็บนึง แล้วมารับงานเป็น Freelance Graphic Designer และทำของขายอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่ร้าน Cloud 9 พักสัก แล้วค่อยตัดสินใจไปเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี่ด้าน Accessories Design ค่ะ พอจบมากลับไทยก็เริ่มสร้างแบรนด์และเป็นดีไซเนอร์กระเป๋าของตัวเองเลย โดยใช่ชื่อว่า Tu’i เพราะฉะนั้นรวมๆ แล้วก็ทำมาได้ประมาณ 2 ปีได้แล้วค่ะ” แล้วเรื่องความชอบส่วนตัวละค่ะ ชอบแฟชั่นมาด้วยอยู่แล้วรึป่าว? “ใช่ค่ะ เพราะความชอบเลยเลือกเรียนทางด้านนี้เลย”

แนวแฟชั่น การแต่งตัวและเอกลักษณ์ของคุณตุ๊ย
เมื่อเรื่องของแฟชั่นกลายมาเป็นความชอบส่วนตัวของสาวคนนี้ เธอจะมีสไตล์การแต่งตัวแบบไหน “เรื่องแนวของการแต่งตัวของตุ๊ยจริงๆ แล้วไม่ตายตัวเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ ตุ๊ยจะชอบเป็นชิ้นๆ หรือเป็น Collection ไปมากกว่า” แล้วอะไรที่มองแล้วเป็นเอกลักษณ์ของคุณตุ๊ยบ้างคะ “ตุ๊ยเป็นคนชอบใส่อะไรเยอะๆ โดยเฉพาะพวกเครื่องประดับน่าจะเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวเลยก็ว่าได้ ตุ๊ยจะชอบชิ้นที่ดูมีอะไร อาจจะเป็นดีไซน์ที่ดูแปลกหรือจะเป็นขนาดเครื่องประดับที่เป็นชิ้นใหญ่ๆ อย่างพวกโบว์ สร้อยคอหรือกำไล ส่วนพวกรองเท้าหรือกระเป๋าจริงๆ แล้วตุ๊ยก็ถือว่าเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งเหมือนกันค่ะ ตุ๊ยจะเลือกที่มีดีไซน์แปลกและฟอร์มสวยเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าตุ๊ยก็จะชอบแบบที่มีดีเทลและแพทเทิร์นหน่อย”

การเลือกซื้อของแฟชั่นๆในแบบเธอ 
ดูเธอจะเป็นคนชอบคนทันสมัยและแปลกใหม่สะดุดตา แล้วขั้นตอนการเลือกซื้อเสื้อผ้าของเธอจะเป็นเช่นไร
“ตุ๊ยจะเลือกแบบที่ชอบและถูกใจป็นหลักค่ะ ดูความเรียบร้อยและการตัดเย็บ ยิ่งไปกว่านั้นคือเราต้องดูด้วยว่าสามารถเอามา mix & match ได้มากน้อยแค่ไหน ตุ๊ยจะชอบแบบที่เราสามารถเอามาใส่กับของที่เรามีอยู่แล้วได้ด้วย ส่วนเรื่องของยี่ห้อหรือแบรนด์นั้นตุ๊ยไม่เกี่ยงค่ะ อย่างที่บอกว่าไม่มีตายตัวเลยจริงๆ จะชอบเป็นชิ้นๆ ไปมากกว่า แต่ถ้าอันไหนเป็นแบรนด์ดัง ราคาสูงขึ้นมาก็อาจจะพิจราณาว่าใช้หรือใส่ได้นานมั้ย”
 ChicMinistry RWTCW ในสัปดาห์นี้ เราจะมาทดลองลุคแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในเมเจอร์เทรนด์ระดับสากลอยู่ ว่าด้วยการผสมผสานความเป็นไปได้ของทั้งสองสไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดมิติของลุคที่สดใหม่มากขึ้น กับ The Librarian Punk ลุคสาวเนิร์ด ซ่า ที่ผสมผสานลงตัวระหว่างความสวยเฉี่ยว กับจินตนาการสาวแว่นใสๆ

ถ้านึกถึงลุคที่เกิดจากการผสมผสานสองสไตล์แตกต่างนี้ไม่ออก ลองนึกถึงสาวหวานสไตล์ She’s all that ที่ตอนแรกจะเป็นโหมดเนิร์ด แต่เมื่อดำเนินเรื่องต่อไปเรื่อยๆ มุมสวยของเธอก็จะเริ่มฉายแววออกมา ซึ่ง The Librarian Punk ก็เป็นอีกพัฒนาการของสไตล์นี้ เพียงแค่เปลี่ยนจากสาวสวยเป็น สาวเท่มีสไตล์ ที่ลองผิดลองถูกผสมสานความเด็กเรียนของตัวเอง กับสไตล์ใหม่ๆ น่าทดลอง

เพราะฉะนั้นถ้าสาว Chicster สนใจอยากจะลองเปลี่ยนลุคจากสาวเฉิ่มหลังเลนส์แว่นตา มาเป็นสาวซ่า แต่ฉลาดเกินใครดู ลองตามเข้ามาดู 6 ไอเทมชิ้นสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนลุคของคุณ

 
เบลาส์แสนสวีท คอปกตั้งจาก Sretsis เป็นหนึ่งไอเทมที่ไม่ควรปล่อยไว้ให้ลอยนวล รีบไปสอยมาไว้ซะเพราะลุคแบบสาวเรียบร้อย แต่หลุดเปรี้ยวด้วยช่วงยาวแบบเอวลอยนั้นกำลังเป็นนิยมปี 2000 ช่วงเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ เป็นช่วงที่แฟชั่นแบบฟิวเจอริสติคโมเดิร์นกำลังเค้นคันเร่งมาแรงแบบไม่มีใครแซงทัน โทนสีเมทัลลิค และแรงบันดาลใจจากห้วงอวกาศกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มีให้เห็นได้ทุกหนแห่ง แต่ในมุมหนึ่งของย่านสยามสแควร์ แฟชั่นสโตร์ขนาด 1 คูหาห้องแถวได้ออกเดินทาง สตาร์ทจุดเริ่มต้นจากคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชายที่ฉีกเทรนด์ในขณะนั้นทุกประการ ต่อมาด้วยคอลเลคชั่นผู้หญิงในปี 2001 และแอสเซสเซอรี่ในปี 2004 ตามลำดับ...จนกระทั่งการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของแบรนด์แฟชั่นที่มีเอกลักษณ์อันเป็นตัวเองอย่างสูงสุดในย่านสยามสแควร์ จนมาถึงวันนี้ ชั่วโมงนี้ ชื่อของแบรนด์ไม่ได้เพียงหมายถึงไลน์เสื้อผ้า เครื่องประดับ เหมือนดั่งเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่หากเป็นคำนิยามของกระแสแฟชั่นในกรุงเทพฯ ที่เกิดจากการรวมตัวของดีไซเนอร์อิสระมากมายที่เข้าใจถึงเอสเซ้นส์ร่วมกันในชื่อของ "WWA Bangkok"
 
จากแนวคิดที่มุ่งตรงไปในเรื่องของ "การนำสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน มาฉีกซึ่งกฏเกณฑ์ที่ล้อมกรอบมันอยู่ เช่นฟังค์ชั่น สี เทรนด์ และการใช้สอย" จนตกผลึกกลายเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่มีฤดูกาล ไม่มีรันเวย์ และไม่มีเทรนด์มากำหนดบังคับ ซึ่งเป็นลายเซ็นต์หลักของ WWA จนมีสาวกที่ติดตามความเป็นไปของแบรนด์นี้มากมาย
 
เช่นเดียวกับร้านใหม่ของ WWA ที่ย้ายตัวมาจากคูหาดั้งเดิมย่านสยามสแควร์ซ. 3 สู่ หลังโรงภาพยนตร์สยาม (ที่เพิ่งมอดไหม้ไป แต่ WWA รอดจ๊ะ) แนวความคิดดั้งเดิมของแบรนด์ ถูกหยึ่งรากลึกมาสู่คอนเซปต์ของการตกแต่งร้านด้วยเช่นกัน เริ่มตั้งแต่สถานที่ตั้งที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของตึก โดยทางเข้าเป็นเพียงช่องประตูเล็กๆ ทางด้านข้างเท่านั้น แต่เมื่อเปิดประตูเข้าสู่อาณาจักรใหม่ของ WWA แล้ว ก็จะได้พบกับห้องโชว์รูมกว้างๆ ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เคลื่อนย้ายโมดูลาได้อย่างอิสระ ฉีกแนวการแต่งร้านของย่านสยามสแควร์ทั่วไป แม้กระทั่งไม้แขวนเสื้อก็ยังมีกลิ่นอายของ WWA แบบชัดเจนถ้าเราจะยกคำถามขึ้นมาว่า คุณกับวงการแฟชั่นที่คุณรักได้ช่วยลดวิกฤติสิ่งแวดล้อมในรูปแบบใดบ้าง?? คุณใช้ถุงโลกร้อน? (และหลงเชื่อกลยุทธ์ทางการตลาดของห้างร้าน แบรนด์เนมต่างๆ ว่ามันจะเป็นวิธีช่วยโลกทางตรง) คุณสวมเสื้อเชิ้ตผ้าออแกนิคไม่ฟอกสี? คุณเลี่ยงไม่ใช้เครื่องปั่นผ้า แล้วตากผ้าผึ่งลมชมแดดจนแห้ง? หรือคุณเอาเสื้อเก่าๆ มารีไซเคิลตัดเย็บใหม่?
 
นั่นคุณช่วยได้แค่ติ่งปลายของภูเขาน้ำแข็งที่กำลังจะละลายในเร็ววันเท่านั้น...
 
เพราะชั่วโมงนี้ กระแสแฟชั่นที่คำนึงถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมมากที่สุด (และเห็นผลทางรูปธรรมมากที่สุด) ก็คือ "Zero Wasted Fashion"
 
Zero Wasted Fashion หาใช่ชื่อแบรนด์แฟชั่นอินดี้ ที่เปิดตัวด้วยแคมเปญรักสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด แต่มันเป็นการขยับตัวของบรรดาแฟชั่นสคูลชั้นนำทั่วโลก ที่อุทิศช่วงเวลาหนึ่งคลาสต่อสัปดาห์ให้กับ "การประยุกต์วิชาการสร้างแพทเทิร์นเพื่อลดปริมาณผ้าเสียที่เกิดจากการตัดผ้า" ให้มากที่สุด เพราะผลการสำรวจในทุกวันนี้ เศษผ้าที่เหลือจากการตัดผ้านั้น จะถูกส่งตรงไปที่พื้นที่ทิ้งขยะทันที โดยไม่มีการรีไซเคิลวัตถุดิบแต่อย่างใด (เพราะมันก็จะกลายมาเป็นต้นทุนการผลิตทันที)
 
เมื่อคำนึงได้ถึงขนาดนี้ บรรดานักวิชาการด้านแฟชั่นต่างๆ จึงร่วมจับมือกันศึกษาเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหานี้ และพร้อมที่จะส่งตรงบรรจุหลักสูตรเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่ตนเองสังกัดต่อไป
 
เริ่มต้นขยับตัวเป็นคนแรกที่ยักษ์ใหญ่แห่ง อเมริกัน แฟชั่น สคูล อย่าง Parsons, The New School for Design ซึ่งก็ถือว่าเป็นการออกตัวที่ดีสำหรับกระแสนี้ เพราะนอกจาก Parsons จะถูกจัดให้เป็นหนึ่งในโรงเรียนแฟชั่นที่คนรู้จัก และมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกแล้ว Parsons ยังมีสื่อชั้นดีในมืออย่าง Project Runway - ซีรีย์ทางช่องโทรทัศน์ที่ปลุกกระแสแฟชั่นเรียลริตี้ให้เป็นที่สนใจต่อคน (และนักเรียนแฟชั่น) กว่าค่อนโลก
 
“Shaping Sustainable Fashion: Changing the Way We Make and Use Clothes” หนังสือที่เขียนโดย Alison Gwilt และ Timo Rissane ผู้บุกเบิกทฤษฎี Zero Wasted ขึ้น จะกลายเป็นหนังสือประจำวิชา Zero Wasted Fashion Course ที่แรกของโลก ที่ Parsons แห่งนี้ โดยนอกจากจะอุทิศตารางเรียนหนึ่งคลาสให้กับ Rissane แล้ว Parsons ยังเป็นโต้โผจัดงานนิทรรศการ Zero Wasted Fashion Exhibition ให้กับ Rissane อีกด้วย
 
"มันเป็นทฤษฎีปฏิบัติที่สมควรแก่เวลาแล้ว" Sandra Ericson อาจารย์ประจำภาควิชาตัดเย็บของมหาวิทยาลัย St. Helena ผู้เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการริเริ่มกระแส Zero Wasted Fashion ขึ้น "ที่จริงแล้วการวิจัยนี้มีมานานแล้ว แต่เรายังหาทางนำมันเข้าไปสู่กระแสแฟชั่นโลก ผ่านทางนิวยอร์คแฟชั่นไม่ได้" เพราะฉะนั้นการขยับตัวต่อโอกาสของ Rissane จึงเป็นนิมมิตรหมายที่มีดีสำหรับกระแสนี้นั่นเอง เพิ่งผ่านพ้นมาสดๆ ร้อนๆ สำหรับการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของเหล่าแบรนด์แฟชั่นไทย ทั้งที่รวบรวมตัวกันในนามของ Bangkok Fashion Society ไปจนถึงเหล่าแบรนด์ไทยอิสระ ไม่สังกัดค่ายใด ที่พร้อมใจกันเปิดตัวคอลเลคชั่นออทั่ม-วินเทอร์ในช่วงของย่างปลายฤดูฝน
 
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในซีซั่นนี้ก็คือเทรนด์แหวกซีซั่น ท้าภูมิอากาศ อย่างกางเกงขาสั้นที่ไม่มีคำว่าประนีประนอมกันในแง่ความยาวแต่อย่างใด เหมือนจะเป็นการแจ้งเกิดเรียวขาของสาวไทยสู่ตลาดอินเตอร์อย่างเห็นได้ชัด (อย่าลืมว่ากว่า 70% ของแบรนด์ระดับท้อปของไทยนั้น ตั้งใจทำคอลเลคชั่นเพื่อตอบรับทั้งตลาดในประเทศ และนอกประเทศด้วยกันทั้งนั้น)
 
เพราะคำว่า “กางเกงขาสั้น” ของซีซั่นนี้ สั้นได้สุดใจจริง แต่มิใช่เป็นลุคไมโครที่ความกว้างกางเกงเท่าฝ่ามือวาง แต่พื้นที่ทั้งหมดที่ถูกตัดทอนไปนั้น ถูกดึงขึ้นมาไว้ช่วงเอว ที่ยกให้สูงขึ้นกว่าปกติ เพราะฉะนั้นสาว Chicster หายห่วงได้ว่า ลุคแบบสาวโคโยตี้ จะไม่มาพร้อมกับเทรนด์ขาสั้นในซีซั่นนี้อย่างแน่นอน
 
แต่ละแบรนด์ที่ขนลุคแบบ สั้นสุดใจ นี้ ต่างก็นำเสนอด้วยหลากวัตถุดิบ หลากเทคนิค หลากคัตติ้ง แต่ทั้งนี้ถูกคลุมเอาไว้โทนสีแบบวินเทอร์ๆ ที่มีตั้งแต่ดำขรึม ไปจนถึงโทนสีไวน์
 
เริ่มต้นด้วยขาสั้นทรงเบอร์มิสด้าเบาๆ โทนสีเทอราค็อตต้า จาก Kloset ที่เลือกนำมาแมทช์กับเบลาซ์เชิ้ตผ้าซาตินซิลค์พิมพ์ลายประจำคอลเลคชั่นอย่าง Rose Window"เราจะขอแนะนำรองประธานสมาคมแฟชั่นกรุงเทพ และควบตำแหน่งว่าที่ประธานสมาคมในปีต่อไป ให้กับ คุณแก้ม มลลิกา เรืองกฤตยา" นี่เป็นคำกล่าวเปิดงานแถลงกิจกรรม และสรุปเทรนด์แบบกรุงเทพๆ ประจำซีซั่น ที่จะจัดขึ้นทุกๆ ครึ่งปี ของภาณุ อิงคะวัต ประธานสมาคมแฟชั่นกรุงเทพ หรือ BFS ที่เราๆ คุ้นเคยกันดี
 
ก่อนที่จะไปถึงช่วงการนำเสนอเทรนด์ประจำซีซั่นที่ BFS ร่วมสรุปอยู่เป็นประจำนั้น คุณภาณุ ก็ได้กล่าวถึงการส่งต่อหมวกตำแหน่งประธานสมาคมที่ตนเองดำรงดูแลอยู่นานถึงกว่า 5 ปี ว่า "มันมาถึงเวลาที่ผมจะต้องมอบตำแหน่งให้คนใหม่เข้ามาดูแลกิจกรรมของสมาคม เพราะเราก็อยู่ตรงนี้มานานมากแล้ว" ซึ่งต่อไป คุณภาณุ ก็จะก้าวเข้าไปตำแหน่งที่ปรึกษาของสมาคมเนื่องด้วยความเป็นพี่ใหญ่ที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากว่า
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราจะมองในแง่ที่ว่า ’นี่แหละ จะเป็นอีกก้าวที่เติบโตของ BFS’ เพราะเมื่อมีคนใหม่เข้ามาดูแลตำแหน่งประธาน ก็อาจจะหมายถึงภาพใหม่ๆ ลุคใหม่ๆ ของสมาคมที่จะเกิดขึ้นให้พวกเราเห็นในอนาคตข้างหน้า เพราะขึ้นชื่อว่า มลลิกา เรืองกฤตยา แห่งแบรนด์ Kloset แล้ว ก็มั่นใจกันได้เลยว่า ประสบการณ์การสร้างแบรนด์ให้ชึ้นชื่อทั้งระดับต่างประเทศ และในประเทศ (Hello....Kloset’s Printed Scarf) ของคุณแก้มแล้ว ภาพต่อไปของ BFS ก็เป็นที่น่าจับตามอง และแสนจะ promising.
 
เมื่อมาถึงช่วงแห่งการสรุปเทรนด์ประจำซีซั่น ถึงแม้ว่าบรรดาสื่อนิตยสาร และแฟชั่นเอดิเตอร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่นั่งสบายๆ รับฟังเทรนด์แบบกรุงเทพๆ จะไม่ถึงขึ้นนำดินสอขึ้นมาเลคเชอร์ลงใน Moleskine เล่มคู่ใจ แต่อาการพยักหน้างึมงัม ก็คงเป็นการแสดงการตอบรับว่า เทรนด์แบบกรุงเทพๆ ที่ชาว BFS ร่วมสรุปกันมานั้น คงจะสอดคล้องกับเมเจอร์เทรนด์ของรันเวย์ระดับโลกไม่มากก็น้อย
 
และเมื่อมาถึงช่วงหลักที่สื่อทั้งหมดจะถูกต้อนรับโชว์รูมเฉพาะกิจของแต่ละแบรนด์ ที่ต่างก็งัดฝีมือของแผนก Visual Merchadising ออกมาโชว์ คอลเลคชั่น Autunm/Winter 2010 กันอย่างเต็มที่
 
เริ่มต้นด้วย แบรนด์น้องใหม่ล่าสุดของสมาคมอย่าง ASAVA ที่จัดมินิพรีเซนเทชั่นสุดเซอร์เรียลให้กับ Manhattan Collage คอลเลคชั่นล่าสุดที่ยังคงซื่อสัตย์ และอุทิศซิลลูเอททุกอย่างให้กับสาวดาวน์ทาวน์แห่งกรุงนิวยอร์ค สิ่งที่จะแตกต่างไปของคอลเลคชั่นนี้ก็คือเพียงบางลุคที่ดูง่ายขึ้น อย่างชุดเดรสยาวลายขวางที่ตัดทอนการจับเดรป ตรึงมูลาจ ลายเซ็นต์สำคัญของ ASAVA ออกไปให้เหลือแต่ความมินิมัลในดีกรีที่ ASAVA พึงจะเป็น ส่วนแฟนๆ ของแบรนด์ที่ยังปลื้มกับชุดดัชเชสซาตินจับจีบ ไม่ต้องกังวล คอลเลคชั่นยังมีมาให้ช้อปกันอีกเป็นราว หลากความยาว-สั้น ต่อด้วย
 
ต่อด้วย Zenitorial กับ The Funky Tailor ที่ อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์ ยังคงแครี่การผสมผสานความเป้นมาสคูลีน และเฟมมินีน เข้าไว้ด้วยกัน บนโครงเสื้อแบบ British Tailoring ซึ่งก็ไม่ต้องบอกว่า Trench Coat จะกลายเป็นฟอร์มหลักของคอลเลคชั่นที่ถูกตัดแบ่งรายละเอียดให้ไปปรากฏบนไอเทมชิ้นต่างๆ อย่างพอเหมาะพอดี พร้อมกับการเปิดตัว Zenithorial 101 แบรนด์ใหม่ที่มีจุดเด่นอยู่ที่คอนเซปต์ว่า One of A Kind
 
ที่ Playhound ยังคงนำกลิ่นอายของ Folk Punk จากซัมเมอร์ที่แล้วมาต่อยอดกับ Folk Punk Revisited ที่นำงานศิลปะของ Knitta กลุ่มศิลปินแนว Knit Graffiti มาเป็นแรงบันดาลใจ ดีเทลถักทอ ห่อหุ้ม จึงกลายมาเป็นใจความหลักของเกือบทุกไอเทม ซึ่งชิ้นน่าสนใจคงจะเป็นสูทแจ๊คเก็ตที่ถูกหุ้มด้วยผ้าทอนิตติ้งทั้งตัว แต่ไม่มีความหนาเตอะให้อ้วนเล่นเลย - และที่มินิโชว์รูมของแบรนด์พี่อย่าง Greyhound Original ก็ยังคอคงต่อยอดคอนเซปต์ Art Aspect จากซัมเมอร์ที่แล้วเช่นกัน กับ Art is like Medicine ที่ต้องการจะนำเสนอไอเดียการบำบัดโรคด้วยศิลปะ ซึ่งเป็นแนวคิดจากศิลปินชื่อดังอย่าง Damien Hurst ผลที่ได้คือการตีความทั้งจากด้านการห่อหุ้มปกป้องร่างกายด้วยงานศิลปแฟชั่น ไปจนถึงการนำรสนิยมด้านการผลิตศิลปะจากกายวิภาคของ Hurst มาเป็นดีเทลของคอลเลคชั่น ซึ่งคอลเลคชั่นนี้เป็นครั้งแรกที่วัตถุดิบหลัก Greyhound จะเป็นขนสัตว์ ที่ทีมโปรดัคชั่นของแบรนด์ได้ร่วมกันพัฒนาใยขนสัตว์ ด้วยการนำมาทอและปั่นจนบาง ให้ความอบอุ่นแต่ไม่ร้อนจนเกินไป

CHIC STYLE HUNTING
ตามดูการแต่งกาย ของเหล่าเซเลบริตี้ คนดังในวงสังคม จะสวยงาม ทันสมัย หิ้วกระเป๋าแบรนด์อะไร ให้ได้ไปซื้อตามกัน
CHIC TREND OF THE WEEK
แนะนำเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ดัง ต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป พร้อมกับแนะนำที่ๆ สามารถไปซื้อมาใส่ได้ตามเทรนด์
RUNWAY TO CHIC
เทรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแบรนด์ต่างๆ เปรียบเทียบภาพจากรันเวย์ และนำมาเปรียบเทียบ และปรับใช้ให้เหมาะกับชีวิตประจำวัน แต่ยังคงกลิ่นอายแฟชั่นนิสต้าอยู่อย่างเข้มข้น
CHIC ICON
สัมภาษณ์ Style Icon คนดัง ถึงวิธีคิด วิธีการ Mix and Match เสื้อผ้า-หน้า-ผม พร้อมคำแนะนำเรื่องสไตล์
CHIC IN TOWN
แนะนำร้านเสื้อผ้าใหม่ๆสุดฮิบ หรือ Flagship Store แห่งใหม่ที่น่าไปช้อปปิ้ง
บทความวิเคราะห์แฟชั่น รวมถึงความเป็นไปในแฟชั่นปัจจุบัน

Sign up for your free weekly Chicministry update about the latest in fashion, food & fun.

Select your interests

Fashion Ministry

Chic Beauty

Chic Mind & Body

Social Ministry

Chic Career & Relationship

Chic Lifestyle

Chic Travel

Chic Food & Leisure

Chic Home & Family

subscribe >
คุณวิ วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์
คุณวิ วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์

ดีไซน์เนอร์สาวสุดเก๋ จะมาช่วยสาวๆ ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับเรื่องแฟชั่น ในคอลัมน์ Fashion FAQ แล้วคุณจะเชื่อ