เคยอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่บอกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้โลกของเราจะเต็มไปด้วยคนสูงอายุ ค่าที่คนรุ่นใหม่อยู่เป็นโสดซะมาก
Enjoin Summer
บทความพิเศษจากกองบรรณาธิการ
ให้สาวๆ ได้คลายร้อนกับสถานที่เก๋ๆ
แฟชั่นสุดฮ็อต และไอเท็มชิ้นเด็ด



Sign up for your free weekly Chicministry update about the latest in fashion, food & fun.
Select your interests
New! 30.08.10
ปี 2000 ช่วงเข้าสู่สหัสวรรษใหม่
เป็นช่วงที่แฟชั่นแบบฟิวเจอริสติคโมเดิร์นกำลังเค้นคันเร่งมาแรงแบบไม่มีใครแซงทัน
โทนสีเมทัลลิค
และแรงบันดาลใจจากห้วงอวกาศกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มีให้เห็นได้ทุกหนแห่ง
แต่ในมุมหนึ่งของย่านสยามสแควร์ แฟชั่นสโตร์ขนาด 1
คูหาห้องแถวได้ออกเดินทาง
สตาร์ทจุดเริ่มต้นจากคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชายที่ฉีกเทรนด์ในขณะนั้นทุกประการ
ต่อมาด้วยคอลเลคชั่นผู้หญิงในปี 2001
และแอสเซสเซอรี่ในปี 2004
ตามลำดับ...จนกระทั่งการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของแบรนด์แฟชั่นที่มีเอกลักษณ์อันเป็นตัวเองอย่างสูงสุดในย่านสยามสแควร์
จนมาถึงวันนี้ ชั่วโมงนี้
ชื่อของแบรนด์ไม่ได้เพียงหมายถึงไลน์เสื้อผ้า
เครื่องประดับ เหมือนดั่งเดิมอีกต่อไปแล้ว
แต่หากเป็นคำนิยามของกระแสแฟชั่นในกรุงเทพฯ
ที่เกิดจากการรวมตัวของดีไซเนอร์อิสระมากมายที่เข้าใจถึงเอสเซ้นส์ร่วมกันในชื่อของ
"WWA
Bangkok"
จากแนวคิดที่มุ่งตรงไปในเรื่องของ
"การนำสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน
มาฉีกซึ่งกฏเกณฑ์ที่ล้อมกรอบมันอยู่ เช่นฟังค์ชั่น
สี เทรนด์ และการใช้สอย"
จนตกผลึกกลายเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่มีฤดูกาล
ไม่มีรันเวย์ และไม่มีเทรนด์มากำหนดบังคับ
ซึ่งเป็นลายเซ็นต์หลักของ WWA
จนมีสาวกที่ติดตามความเป็นไปของแบรนด์นี้มากมาย
เช่นเดียวกับร้านใหม่ของ
WWA ที่ย้ายตัวมาจากคูหาดั้งเดิมย่านสยามสแควร์ซ. 3
สู่ หลังโรงภาพยนตร์สยาม (ที่เพิ่งมอดไหม้ไป แต่ WWA
รอดจ๊ะ) แนวความคิดดั้งเดิมของแบรนด์
ถูกหยึ่งรากลึกมาสู่คอนเซปต์ของการตกแต่งร้านด้วยเช่นกัน
เริ่มตั้งแต่สถานที่ตั้งที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของตึก
โดยทางเข้าเป็นเพียงช่องประตูเล็กๆ
ทางด้านข้างเท่านั้น
แต่เมื่อเปิดประตูเข้าสู่อาณาจักรใหม่ของ WWA แล้ว
ก็จะได้พบกับห้องโชว์รูมกว้างๆ
ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว
เคลื่อนย้ายโมดูลาได้อย่างอิสระ
ฉีกแนวการแต่งร้านของย่านสยามสแควร์ทั่วไป
แม้กระทั่งไม้แขวนเสื้อก็ยังมีกลิ่นอายของ WWA
แบบชัดเจน
New! 31.08.10
สาวผิวงามอาทิตย์นี้รับรองคุณๆ
ต้องคุ้นหน้าคุ้นตากันดีค่ะ คุณจอย อัจฉริยา นิติพน
คุณแม่สาวสวยหน้าลูกครึ่งและภรรยาที่แสนดีของคุณอ่ำ
อัมรินทร์ นิติพนนั้นเอง
เป็นทั้งคุณแม่ยังสาวและภรรยาคนสวยแบบนี้ต้องจับมาเป็น
Beauty icon ของเราสักหน่อย
ทำอย่างไรผิวถึงได้ดูผุดผ่อง
ขาวกระจ่างใสอย่างนี้
ประเภทผิว
“จอยเป็นคนผิวผสมค่ะ
คือทั้งมันและแห้งเลยค่อยข้างดูแลลำบาก
อะไรที่แรงไปเราก็ใช้ไม่ได้
อะไรที่อ่อนไปก็กลัวจะเข้าไม่ถึงเต็มที่
และที่สำคัญจอยเป็นคนผิวแพ้ง่ายเลยทำให้หาโพรดักส์ที่เข้ากับเรายาก
เมื่อก่อนนี้จอยเคยลองนู้นลองนี้มาเยอะ
แต่ก็แพ้เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าได้ใช้ตัวไหนแล้วผิวเรารับ
รู้สึกว่าโอเคก็จะไม่เปลี่ยนแล้วค่ะ”
อาการแพ้ของคุณจอยมีอาการเป็นแบบไหนและแก้ไขอย่างไรคะ
“เวลาที่ผิวจอยแพ้
จะเริ่มเป็นผดผื่นขึ้นหรือเป็นสิวเลยก็มีค่ะ
เพราะฉะนั้นจอยจะเลือกโพรดักส์ที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น
และเวลากลับบ้านต้องล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งจริงๆ
ยิ่งเราเป็นคนทั้งผิวมันและแห้งถ้าล้างไม่สะอาดอาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายๆ”
ปัญหานักใจ
ถึงเธอจะเป็นคุณแม่ที่ทั้งสาวและสวย
แต่ผู้หญิงเราก็ต้องมีปัญหาผิวหน้าที่หนักใจกันทุกคน
“จอยจะห่วงเรื่องหน้าผากและตาเป็นพิเศษค่ะ
เพราะว่าตั้งแต่เด็กคุณครูหรือผู้ใหญ่จะคอยทักเสมอว่าเวลาเราเครียดแล้วชอบย่นหน้าผากหรือขมวดคิ้วเป็นประจำ
เราก็ยอมรับนะคะว่าเมื่อเวลาที่มีคนเตือนตอนนั้นจอยก็ยังไม่คิดอะไรมาก
แต่พอปัจจุบันเราเริ่มมีอายุมากขึ้น
ริ้วรอยเริ่มมาให้เห็น
ถึงมันอาจจะยังไม่ชัดแต่พวกรอยเส้นก็เริ่มเป็นรอยบางๆ
เกิดขึ้นแล้ว
จอยเลยค่อนข้างจะห่วงและบำรุงตรงนี้เป็นพิเศษ”
แล้วบริเวณตาละค่ะ
ตาสวยขนาดนี้ยังต้องเป็นห่วงอีกหรอ?
“เพราะจอยเป็นคนตาโตค่ะ เลยรู้สึกว่าตาเราเด่น
เวลาที่มีคนมองหน้าเราจะรู้เลยว่าเค้าสังเกตุตาเราเป็นอันดับแรก
เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแลตาไม่ดี ปล่อยให้เป็นริ้วรอย
ล้างเครื่องสำอางบริเวณนี้ไม่หมดหรือบำรุงไม่ทั่วถึงก็จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้เหมือนกัน
ทางออกและวิธีแก้ไข
“ถ้าเป็นเรื่องของการบำรุงผิว
โดยปกติแล้วขึ้นอยู่กับวันค่ะ
ถ้าวันไหนไม่มีงานจอยจะไม่ค่อยแต่งหน้ามากแค่ลงแป้งบางๆ
ทาแก้มนิดหน่อย ทาลิปมันแค่นั้น แม้แต่ Day cream
หรือครีมกันแดดก็เช่นกัน
จะพูดไปเรื่องของครีมกันแดดก็สำคัญค่ะ
ถ้าจอยไม่ได้ออกไปเจอแดดจริงๆ
ก็จะไม่ทาเพราะเราเป็นคนผิวหน้ามันผสมแบบนี้ถ้ายิ่งทาอะไรเยอะก็จะยิ่งทำให้หน้ามันกว่าเดิม
แต่ถ้าวันไหนต้องออกข้างนอกหรือต้องเจอแดด
จอยก็จะเลือกตัวที่ทาแล้วดูเบาบางที่สุด
อาจจะใช้ของคุณหมอบ้างแต่สุดท้ายก็ต้องมาเลือกอยู่ดีเพราะบางครั้งก็แรงไปสำหรับผิวหน้าจอยเหมือนกัน
แต่ถ้าเป็นกลางคืนจอยไม่เกี่ยงเลย
บำรุงทุกอย่างเต็มที่”
การดูแลและบำรุง
“จอยเคยลองมาเยอะนะคะ
หลายตัวที่เคยลองใช้มาส่วนมากจะรู้สึกว่ามันแรงเกินไปสำหรับผิวเราโดยเฉพาะที่ตา
ไม่ว่าจะเป็น eye cream หรือ eye make-up remover
ก็สำคัญเช่นกัน เพราะจอยเป็นคนสายตาสั้น
เลยต้องใส่คอนแทคเลนส์ทุกวัน ถ้าเราใช้ eye make-up
remover ที่แรงเกินไปหรือมีส่วนผสมของน้ำมันเยอะไป
บางครั้งอาจเข้าตาและยิ่งถ้าล้างออกไม่หมด
พอเราไปใส่คอนแทคเลนส์ก็จะยิ่งทำให้แลนส์เกิดเป็นมัวๆ
เป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องไปอีก”
27.08.10
เกิดเป็นคนคงไม่พ้นเรื่องทุกข์ใจและสุขสมหวัง
ก็อย่างนี้ล่ะค่ะชีวิตคนเรา
ไม่ต่างอะไรกับกราฟชีพจรที่ต้องมีขึ้นและลงเสมอ
ช่วงขึ้นเราก็สุดแสนจะสุขใจ แต่ช่วงชีวิตขาลงที่สิ
บางครั้งแทบจะรับไม่ไหวเลยทีเดียว
ชีวิตคนเรามันก็แปลกนะคะ
เวลามีเรื่องดีๆ มันจะทยอยกันมา
แต่เวลามีเรื่องทุกข์เนี่ย
มันกลับถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ
เรียกว่าไม่หยุดหย่อนกันเลย
ทำให้บางครั้งเราถึงกับยืนหยัดสู้ไม่ไหว
จนต้องล้มลุกคลุกคลานกับปัญหาบ้าง
อะไรบ้าง
พูดถึงเรื่องล้มก็อยากจะยกคำพระท่านมาอ้างสักหน่อย
นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักท่าน พระมหาวุฒิชัย
วชิรเมธี หรือ ว. วชิรเมธี ท่านบอกไว้กับเหล่า
Fanpage ใน Facebookและ Follower ใน Twitter
ไว้ว่าในโลกนี้มีคนล้มอยู่ 3 แบบ
1. ล้มแล้วตาย
2. ล้มแล้วเข็ด
3. ล้มแล้วสู้
แล้วคุณเวลาล้มลงเป็นแบบไหนกัน?
เป็นแบบพวกแรก
ล้มแล้วตายไปเลย… นอนนิ่งๆ
เหมือนสิ่งไม่มีชีวิต พ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปวันๆ
หรือพวกที่สองล้มแล้วเข็ด
พอกันทีชีวิตนี้ไม่เอาอีกแล้ว ไม่สู้ ท้อใจ
จิตตกตลอดๆ หนีปัญหากันไปเรื่อยๆ
หรือสุดท้ายเลือกจะล้มแล้วสู้
เอาน่า…ลองดูอีกสักที
ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป
ไม่ว่าคุณจะล้มลงเพราะปัญหาอะไร
ล้มลงแบบไหน
บางคนล้มลงบนฟูก…ก็ไม่เจ็บเท่าไหร่
บางคนล้มลงบนทราย…อาจแค่แสบๆ คันๆ
อาจมีทรายเข้าตาบ้าง ล้างออกก็หาย
บางคนล้มลงบนพื้นคอนกรีต
เจ็บหนักแถมแผลเปิดอีกต่างหาก
ถึงจะเจ็บนานหน่อยแต่ยังไงก็รักษาได้
การล้มจะไม่มีค่าอันใดเลยถ้าเราไม่ลุกขึ้นสู้
ไม่จำเป็นต้องลุกเร็วก็ได้ถ้าเราไม่ไหวบางคนโชคดีมีคนประคอง
พยุง จูงมือกันขึ้นมาได้
เรียกได้ว่าคนไหนจริงใจกับเรา รักเราอย่างแท้จริง
ก็วัดกันที่ช่วงล้มนี่แหละ เห็นไหมใครว่าช่วงแย่ๆ
มันจะมีแต่เรื่องแย่ๆ ช่วงนี้ล่ะ วัดใจคนได้ดีนัก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายคนต้องพยายามผลัก ดัน
ตัวเองขึ้นมาเพียงลำพัง
New! 31.08.10
ความรักในวัยเราๆ
เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนสมัยเด็กแล้วใช่มั้ยคะ
ครั้งแต่ก่อนเมื่อเยาว์วัยความรักดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สวยงาม
ใครๆ ก็อยากสัมผัสด้วยตัวเองกันทั้งนั้น
ทั้งความเสียสละ ทั้งผู้ให้
ทั้งอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ
ทำได้หมดเพื่อคนรักโดยไม่หวังอะไรมากมาย
ขอแค่ได้อยู่เคียงข้างเค้าเป็นพอ ตอนเด็กๆ
ความรักเกิดจากการเป็นตัวของตัวเอง
พึงพอใจในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเป็น แต่พอต้องเลิกรา
ผ่านอกหักรักคุดกันมาหลายต่อหลายรอบ
ดูเหมือนความรักจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เคยเป็น
ผู้หญิงเราเริ่มมีประสบการณ์นู้นนี้เข้ามาสอนตัวเองกันอย่างไม่หยุดหย่อน
ต่างก็คิดไปว่าต้องทำแบบนั้น
ต้องทำแบบนี้ผู้ชายที่แบบปลื้มเค้าถึงจะหันมาสนใจ
Love
Ministry
อาทิตย์นี้เรามีเรื่องเกมรักมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนใกล้ตัว
เมื่อครั้งหนึ่งเธอเคยรักแฟนหนุ่มยิ่งกว่าสิ่งใด
ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เค้าไม่เลิกหรือทิ้งเธอไป
จนสุดท้ายก็ต้องจบแบบเจ็บๆ
หลังจากพักฟื้นเป็นเวลาหลายเดือน
เธอเริ่มหันกลับเอาความรักที่เคยให้อดีตแฟนหนุ่มมารักตัวเอง
ทั้งลดควมอ้วน เสริมสวย
แต่งตัวเปรี้ยวจี้ดจนไปไหนมาไหนใครๆ ก็ต้องหันมามอง
พูดง่ายๆ
ว่าดูเหมือนเธอจะได้เรียนรู้วิธีดึงความสนใจจากฝ่ายชายได้อย่างดี
เธอเริ่มออกปาร์ตี้กับเพื่อนสาวกลุ่มเดียวกันหวังว่าจะมีใครสักคนสนใจในสเน่ห์และความสวยส่วนตัว
และแล้วก็เป็นไปตามแผน
ในค่ำคืนนั้นเธอป็อบปูล่าซะจนเพื่อนๆ
ในกลุ่มเป็นต้องเหนื่อย เดี๋ยวก็คนนั้นเดี๋ยวก็คนนี้
แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจชายที่บุกเข้ามาซะเท่าไร
เธอกลับชอบคนที่แอบยืนมองอยู่ห่างๆ
ด้วยความคิดที่ว่าเค้าอาจแอบปลื้มเธออยู่แต่ไม่กล้าเดินเข้ามาคุย
ด้วยความมั่นและไม่ให้เสียเวลา
หญิงสาวผู้นี้รีบเดินเข้าหาคนที่เธอแอบหมายตาไว้อย่างไม่หวาดหวั่นต่อคนรอบข้าง
พูดคุยกันอย่างสนิทสนม
จนสุดท้ายก็มีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันในที่สุด
หลังจากวันนั้นเค้าโทรหาเธอทุกวันค่ะ
เดี๋ยวก็ชวนไปนู้นไปนี่ เธอบอกว่า
“หลังจากที่ได้คุยกันรู้เลยว่าเค้าเป็นผู้ชายในฝัน
ฉันชอบเค้าเข้าแล้วละ
อยากไปกับเค้าทุกครั้งที่ได้รับคำชวน
แต่ทำไม่ได้เพราะตอนนี้มันเร็วไป”
ดิฉันฟังแล้วไม่เข้าใจจึงถามถึงเหตุหล เธอบอกว่า
“มันต้องรอให้ผู้ชายเค้าเกิดคิดถึงเราหรืออยากเจอเรามากๆๆๆก่อนแล้วค่อยไปทีเดียว”
แอบคิดในใจว่าจริงหรอออ!? บางคนอาจตอบว่าจริง
แต่บางคนอาจไม่เห็นด้วย เพราะถ้าอยากไปก็ไป ยังไงๆ
ก็ไปอยู่ดี แต่สำหรับเธอคนนี้มันไม่ง่ายแบบนั้นค่ะ
ดูเหมือนเธอจะเป็นสาวแผนการเยอะ ไม่ว่าจะพูดอะไร
จะทำอะไรก็ต้องคิดก่อนหนักๆ มีการวางแผนล่วงหน้าตลอด
เพราะกลัวว่าชายที่แอบชอบจะเบื่อเธอซะก่อน
แม้กระทั้งคำพูดคำจาหรือประโยคการพูดคุย
รวมไปถึงน้ำเสียงที่ใช่
ดูเหมือนจะไม่ใช่ตัวเธอเองเลยแม้แต่นิด
หรือจะเป็นการส่งข้อความหรือโทรกลับเมื่อเห็นสายที่ไม่ได้รับ
เธอคิดว่าเราควรจะรอสักพักแล้วค่อยโทรกลับไป
อย่าโทรกลับในทันทีเพราะเดี๋ยวเค้าจะคิดว่าเราอยากคุยด้วยจนตัวสั่น
และอีกหนึ่งประโยคที่ดูเหมือนจะเป็นคำติดปากของเจ้าหล่อน
เธอบอกว่า
“เราต้องเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าผู้ชาย!”
คุณเธอจึงทำทุกอย่างเพื่อให้เค้าไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
แต่พอเวลาผ่านไปนานๆ
เข้าดูเหมือนฝ่ายชายจะเริ่มเบื่อหน่าย
เพราะอารมณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย
เดี๋ยวก็รับสาย เดี๋ยวก็ไม่รับสาย
บางครั้งนัดกันซะดิบดีแต่สุดท้ายก็ไม่มาเพราะเธอคิดเอาเองว่าการที่สร้างความหวังให้กับเค้าแล้วค่อยปฏิเสธที่หลังจะยิ่งทำให้ชายคนนั้นยิ่งอยากได้เราไปครอบครองมากขึ้น
หรือจะเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งสองคนได้ไปดินเนอร์กันแบบกระหนุงกระหนิง
แล้วอยู่ๆ ก็มีโทรศัพท์จากเพศชายท่านอื่นโทรมารบกวน
แต่ความจริงเป็นแค่เพื่อนเกย์ที่เธอสั่งให้โทรมาเพื่อสร้างให้เค้าคนนั้นเกิดอาการหึง
จนสุดท้ายแล้วชายคนนี้ก็ทนไม่ได้และจากไปในที่สุด
เรื่องราวกลับมาเป็นว่าคุณหญิงต้องมานั่งเศร้าและไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอทำทุกอย่างแล้วแต่ทำไมเค้ากลับหายไปทั้งๆ
ที่ก็ยังไม่ได้เริ่มคบหากันเลยสักนิด
New! 30.08.10
คงจะปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะยกแม่น้ำสายไหนมากล่าวอ้าง
..เวลานี้ ปีนี้ หรือยุคนี้ นี่คือ ช่วงเวลานาทีทอง
ที่หนัง สองประเภท กำลังใส่เกียร์หน้า ลุยตลาด
อย่างบ้าเลือดเป็นที่สุด ...หนังสองประเภทที่ว่า
ก็คือ หนัง ‘รีเมค’ และ หนัง
‘สามมิติ’
หนังประเภทแรก
..คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะก็มีมาของมันอยู่เรื่อยๆ
เริ่มนับตั้งแต่ยุคทศวรรษที่แล้วก็ว่าได้
...แต่สำหรับหนังประเภทที่สองแล้ว
..หลังจากหนังเรื่องยักษ์
เมื่อสิ้นทศวรรษที่แล้วอย่าง “Avatar”
ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้คอหนังทั่วทั้งโลก
ต้องอึ้ง ทึ่ง ตะลึงงัน จนทะลายสถิติ Box Office
ในทุกที่ที่หนังเข้าฉายเสียยับเยิน ...นับแต่นั้น
หนังประเภทนี้ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นแนวทางใหม่
อีกทางหนึ่งอย่างเป็นทางการ
ก็จะไม่ให้เป็นทางการได้อย่างไร
..จากที่ก่อนหน้าจะมี Avatar ก็เคยมีหนัง 3D
ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับอนิเมชั่น
เสียเป็นส่วนมาก แต่พอเข้าสู่ปี 2010 เป็นต้นมา
...เราก็ได้เห็นเทคนิคนี้
ร่วมแสดงเป็นอีกหนึ่งตัวละคร อยู่ในหนังทั้งทุนเล็ก
และทุนใหญ่ ไล่เอาตั้งแต่ แฟนตาซีเพี้ยนหลุดโลก
กังฟูยาจก ศึกเทพถล่มโลกา
หรือกระทั่งเอาที่ใหม่ล่าสุด คงต้องเป็น สเตปโดนใจ
เต้นไปโดนทิ่มตา!
เกริ่นมาถึง รีเมค
และสามมิติ ด้วยกันอย่างนี้ ..คงต้องเข้าเรื่องสักที
และเรื่องที่จะเข้าต่อไปนี้ นี่คือ
เรื่องที่เอาหนังสองประเภทนี้
มารวมเข้าไว้ด้วยกันในหนังเรื่องเดียว!
“Piranha
3D” ก็คือ หนังเรื่องนั้น
ที่เราจะเห็นมันเป็นได้ทั้ง หนังรีเมค และ
หนังสามมิติ สำหรับการเป็นหนังรีเมค ..บางคน
คงจะคุ้นๆ ในชื่อของ Piranha กันมาอยู่บ้าง
ก็เพราะว่า ความเป็นจริง นี่คือการเอาหนังในปี 1978
โดย “Joe Dante”
ที่เคยเป็นหนึ่งในความทรงจำสุดสยองขวัญของช่วงเวลานั้นมาทำการสร้างใหม่
ยังคงเล่าเรื่องด้วยคอนเซปต์คล้ายๆ เดิม
เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปเหตุการณ์
และฉากหลังให้ทันยุคทันสมัยก็เท่านั้น
ส่วนการเป็นหนังสามมิติ
..คงไม่ต้องนิยามอะไรมากไปกว่า
ทำมันขึ้นมาก็เพื่อตามกระแส ทันสมัย ให้ดูว่า
เราไม่เชยกว่าใครๆ นะตัวเธอ!
เรื่องราวของ
Piranha 3D เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ Lake
Victoria
ในช่วงเวลาที่เป็นการหยุดภาคเรียนของเหล่าหนุ่มสาววัยรุ่น
ที่จะจัดเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปี
ด้วยการปิดทะเลสาปทั้งหมด
แล้วออกมาวาดลีลาลวดลายวัยเกรียนสุดติ่ง
โดยไม่รู้จักกริ่งเกรงในความกลัวเรื่องใดๆ อีกแล้ว
เพียงแต่ในขณะเวลาเดียวกัน ที่ทุกๆ
คนกำลังรื่นเริงบันเทิงใจ
กับสิ่งที่มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
..
ในขณะนั้น มันได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับ
Lake Victoria แห่งนี้แล้ว
และมันจะเป็นสิ่งที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
ฝากไว้พร้อมกับกลิ่นคาวเลือด เนื้อ หนัง ตับไตไส้พุง
รวมทั้ง (สิ่งเดียวที่เป็น)
ความหวาดกลัวของหนุ่มสาวเหล่านี้
ที่จะดับสิ้นชีวาวาย
พร้อมการกลับมาถือกำเนิดอีกครั้งของสัตว์น้ำแห่งยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่ตายดี
นามว่า “Piranha”
..ปลาชนิดหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการบริโภคเนื้อสัตว์!
อย่าว่า
เฉพาะ Piranha 3D จะมีคอนเซปต์คร่าวๆ เหมือนกับ
Piranha ตัวต้นฉบับเสียเน้นๆ เลยทีเดียว
..เพราะถ้าพูดถึง หนังสยองขวัญ เกรดบี
ที่มีสัตว์ร้าย เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับมนุษย์แล้วละก็
ยังคงมีหนังอีกหลายเรื่องที่อาจเป็นได้ทั้งต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับ
Piranha ในปี 2010 เรื่องนี้ก็ว่าได้
เพียงแต่ถ้าว่ากันเฉพาะสิ่งที่ได้เห็นใน Piranha 3D
โดยไม่อ้างอิงซึ่งหนังเรื่องใดๆแล้ว...
ก็พอจะพูดได้ว่านี่คือ หนังรีเมคที่ทำขึ้นมา
เพื่อเป็นได้ทั้งการให้ความคารวะหนังรุ่นเก่า
และขณะเดียวกัน ก็ยังทำให้คนรุ่นใหม่
รู้สึกสนุกไปกับการได้เห็นเพื่อนมนุษย์
ถูกกัดกินเสียกระจุย จนเลือดกระจาย ...โดยที่
สนุกในที่นี้ อาจเป็นได้ทั้ง
ความหวาดกลัวที่สอดรับกับแนวหนังสยองขวัญ หรือว่า
อาจเป็นความซาดิสม์ สะใจที่ได้เห็นใครก็ไม่รู้
(บนจอ) ทำตัวขวางโลก
แล้วสุดท้ายก็ดันสัตว์โลก(ดึกดำบรรพ์)
รุมทึ้งอย่างมันส์ปาก
ถ้าถามว่า
ผมเป็นอย่างไหน ..มันก็เป็นทั้งสองแบบ
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่หนังนำเสนอนั่นแหละ
(แต่ดูเอาอย่างหลัง สนุกกว่าเยอะเลยนะ คุณ!)
27.08.10
ช่วงนี้กระแสหนังที่เมืองไทย เรื่อง กวน มึน โฮ
ที่ยกกองมาถ่ายทำกันถึงถิ่นครูเปรมกำลังมาแรง
พอดีช่วงนั้นที่มีการถ่ายทำ ครูเปรมก็ไม่ว่าง
ไม่งั้นจะดอดไปรับจ๊อบเป็นตัวประกอบที่มยองดงกันซะหน่อย
(ต้องอ่านออกเสียงให้ถูก เพราะคนไทย เรียก เมียงดง
เคยบอกพนักงานที่สตูว่า วันนี้จะไปเมียงดง
ชีก็ไม่เก็ท อธิบายอยู่เป็นนานจนชีร้อง
“อ๋อ” มยองดง น้อทเมียงดง
ครูเปรมถึงกับอาย นึกว่าตัวเองถูกมาตลอด)
เอนี่เวย์
แอบนั่งดู Trailer ใน Youtube
แล้วเห็นว่ามีอยู่ตอนนึงที่พระเอกนางเอก
แต่งตัวเหมือนกัน …ดูเป็นอะไรที่ เกาฯ มาก
การแสดงความรักของชาวเกาฯ เป็นเรื่องที่คอมมอน
เป็นเรื่องที่ปกติมาก จริงๆ ครูเปรมไม่อยากเรียกว่า
“แสดง” ความรัก ขอเรียกว่า
“ประกาศ” ความรักจะเข้าท่ากว่า
เพราะคู่รักชาวเกาฯ ไม่เหมือนคู่รักประเทศอื่นๆ
ที่จับแค่มือถือแขน กอดกัน โน่นนี่นั่น
แต่พวกชีทั้งสองคนจะป่าวประกาศความรักโดยการแต่งตัวเหมือนกัน
เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า
ทุกอย่างแมทชิ่งกันดั่งฝาแฝด
จะสังเกตได้ว่าบูติคส่วนมากในเกาฯ
จะขายของที่เข้าเซ็ทกัน มีเสื้อแบบนี้ของผู้ชาย
ก็จะต้องมีแบบเดียวกันเป็นของผู้หญิง
เดินตามถนนก็จะเห็นได้บ่อยๆ ว่าคนเป็นแฟนกัน หรือ
สามีภรรยา (รวมทั้งลูกด้วย) ก็จะแต่งตัวเหมือนกัน
แรกๆ ก็ว่าน่ารักดี อยู่ไปนานๆ
เห็นกันบ่อยๆก็เริ่มเลี่ยนเหมือนกัน
ถ้าชาว
Chicster มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยว สามารถสังเกตได้
หรือแม้แต่ที่แอร์พอร์ตเมืองไทยเอง
ใครก็ตามแต่งตัวเหมือนกัน เดาได้เลยว่าพวกชีเป็นเกาฯ
แล้วถ้าผู้หญิงทำผมทรงสับประรด ก็เดาได้อีกทีว่า
พวกชีเพิ่งแต่งงานเสร็จหมาดๆ พูด “I do”
แล้วก็กระโดดขึ้นเครื่องฮันนีมูนกันเลย
เรียกว่าเป็นประเพณีก็ว่าได้
ที่หลังจากเข้าพิธีแต่งงาน
พวกชีก็จะเดินทางไปฮันนีมูนในวันเดียวกัน
(เลยไม่มีเวลาสระผม...ว่างั้น)
นอกจากเสื้อผ้า
กระเป๋ารองเท้าเข้าเซ็ทที่บ่งบอกให้รู้ว่าเราเป็น
“แฟน” กันแล้ว ชาวเกาฯ ก็ยังมีการแลก
Couple Rings กันอีกด้วย ฉันเป็นแฟนเธอ
เธอเป็นแฟนฉัน เรารักกันซู่ซ่าซู่ซ่า
ครูเปรมก็ห่างหายจากเมืองไทยไปนาน
เลยไม่ทราบว่าเมืองไทยมีการแลกแหวนกันมั้ย
แต่ชาวเกาฯ ทำกันเป็นเรื่องปกติ
บางรายมีเพชรเม็ดเล็กๆ เหมือนแหวนหมั้นกันเลยทีเดียว
แต่จริงๆ มันคือ Couple Rings
ประหนึ่งเป็นการบอกให้ชาวโลกรู้ว่า “I am
taken
นะคะ”
จากการที่มาใช้ชีวิตในเกาหลีอยู่หลายปี
มีเพื่อนเกาหลีก็หลายคนอยู่ ได้แฮงค์เอ้าท์
ได้มีการปฏิสัมพันธ์ เลยเรียนรู้ว่า ผู้หญิงเกาหลี
ไม่อยากเป็นโสด และอยากแต่งงานให้เร็วที่สุด
เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกนางฯ
การได้แต่งงาน ใส่ชุดแต่งงานฟุ้งฟิ้ง และมงกุฎเพชร
เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ไว้จะมาเล่าให้ฟังทีหลัง
แต่สาวเกาฯ ถ้าอายุเกินยี่สิบแปดแล้วยังไม่แต่งงาน
ก็ดูน่าอาย ยิ่งถ้ายังไม่มีแฟน
ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก แล้วจะทำยังไงล่ะ
ถึงจะมีแฟน?
27.08.10
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้แท๊ปขอแนะนำเมนูง่ายๆ
ให้ทำทานกันในวันว่างนะคะ
เป็นมัฟฟิ่นที่ทานกันยามเช้าคู่กับกาแฟสักแก้วคราวนี้ขอแนะนำเป็น
บลูเบอร์รี่มัฟฟิ่นชิ้นจิ๋ว
ทำเป็นอาหารเช้าให้คนพิเศษทาน
รับรองปลาบปลื้มกันแน่นอน
ส่วนผสม
•
แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
• ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาล1/2 ถ้วย
• เนยละลาย 1/2 ถ้วย
• ไข่ 1 ฟอง
• นม 3/4 ถ้วย
•
บลูเบอร์รี่แช่แข็ง หรือสด 1 1/2 ถ้วย
•
น้ำตาล1/2 ถ้วย
วิธีทำ
• เปิดเตาอบที่ 180
องศาเซลเซียส ทาเนยในถาดมัฟฟิ่นจิ๋ว
หรือใส่ถ้วยกระดาษค่ะ
• ในอ่างขนาดใหญ่
ร่อนแป้ง ผงฟู และใส่น้ำตาล ในอ่างอีกใบรามเนยละลาย
ไข่และนมเข้าด้วยกัน
•
ใช้ไม้พายทำหลุมตรงกลางของอ่างแป้ง
จากนั้นเทส่วนผสมที่เป็นของเหลวลงไป คนให้พอเข้ากัน
อย่าคนมากเกินไปเพราะจะทำให้มัฟฟิ่นเนื้อแน่นเกินไป
ถ้ายังมีแป้งเป็นเม็ดๆ อยู่นิดหน่อยไม่ป็นไรนะคะ
จากนั้นใส่บลูเบอร์รี่ลงไป
New! 31.08.10
การตกแต่งบ้านแบบสมัยใหม่หรือให้ตรงตามที่คุณต้องการนั้น
ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คุณๆ คิดค่ะ เดี๋ยวนี้อะไรๆ
ก็ดูง่ายไปหมด
ไม่ใช่ว่าจะเป็นการเลือกเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียว
แต่เรื่องของโครงสร้างหรือองค์ประกอบย่อยๆ
ก็เป็นสิ่งที่ทำให้บ้านหรือห้องนั้นๆ
ดูมีสไตล์มากขึ้นเหมือนกัน
สัปดาห์นี้
ChicMinistry เราขอเสนอแบบกระเบื้องโมเสค (Mosaic)
ที่จริงๆ
แล้วมีมากมายกว่าที่คุณคิค
กระเบื้องโมเสค(Mosaic)
เป็นกระเบื้องเล็กมีขนาดตั้งแต่ 10 มม. ไปจนถึง 30
มม. มีทั้งสีเรียบและมีลวดลายในตัว เงา มันและด้าน
ข้อดีของการเลือกใช้กระเบื้องโมเสคในการปูพื้นก็คือ
พื้นจะไม่ค่อยลื่นเมื่อเปียกน้ำเพราะการปูกระเบื้องโมเสคนั้นต้องมีการเว้นร่องด้วยปูขาว
ทำให้ผิวของน้ำไม่เรียบจนเกินควร
หรือหากใครต้องการนำกระเบื้องโมเสคมาตกแต่งที่กำแพงเพื่อให้มีลวดสายสวยงามก็ได้เช่นกันค่ะ
ที่สำคัญคือคุณสาวๆ สามารถติดเองได้ด้วยตัวเองค่ะ
กิจกรรมแบบนี้เก๋ไม่เบาเลย
Art Mosaic
ออกแบบภาพบนกระเบื้องโมเสคขนาด 1x1 cm.
สามารถได้ภาพตามจิตนาการของคุณเลยค่ะ
อันนี้อยากได้แบบใดก็สามารถทำได้ตามใจชอบเลย
































ShareThis
