อย่ารอช้า...รีบคลิกมาสบตากับเบื้องหลังความขี้เล่นของแบรี่กันเล๊ยย! ^^ 
ยังไม่ทันหายคิดถึง ไม่ได้รู้สึกว่าห่างหน้ากันไปนานเลย “Marvel” ก็อัดขุมกำลังรอบใหม่ในทันที ให้กับการพามาสู่ภาคสองของ “The Avengers” ..และแน่นอนที่จะเริ่มโครงการใหม่ทั้งที ก็ยังต้องนำร่องมาด้วยคนเกราะเหล็ก “Iron Man” ตามสเตปเก่าที่ได้ผลคาตามาแล้ว

Iron Man 3 ก็สนองตอบต่อผลลัพธ์ของ The Avengers ในตอนจบแบบลงล็อก.. เมื่อว่ากันถึงช่วงเวลาที่ผ่านพ้นจากศึกมหึหินแห่ง เกาะ Manhattan ที่ไม่ใช่แค่เสียกำลังวังชาไปเยอะ แต่ “Tony Starks” ก็ยังสูญเสียความเชื่อมั่นต่อตัวเองไปไม่น้อย หลังจากที่คิดเองเออเองมาตลอดว่า “ข้าเจ๋งที่สุดในโลกนี้ โลกหน้า และทั้งจักรวาล” แต่ตรรกะที่เขามีก็ล่มทันที เมื่อต้องมาเจอกับ เทพจากนอกโลก.. ซูเปอร์ทหารหลงยุค.. มนุษย์ยักษ์ยืดได้หดได้ และสิ่งประหลาดหลากหน้าจากต่างดาว ที่ทำให้เขาได้รู้ตัวว่า “ที่แท้ ข้ามันแค่ เกรียนตัวกาก ในจักรวาลนี้ ก็เท่านั้น!!”

โทนี่ อาจจะได้รับการเทิดทูนในฐานะฮีโร่ผู้ช่วยโลก เขากลายเป็นที่ชื่นชม และรักใคร่ ลบภาพมหาเศรษฐีดีแต่ปาก และเก่งแต่จ่ายเงิน จนหมดสิ้น.. ถึงกระนั้น ทุกข์หนักที่สุด หลังจากเหตุการณ์น่าสดุดี คือ เขาเริ่มไม่แน่ใจว่า เขาควรกับการเป็นฮีโร่หรือไม่ แล้วอันที่จริง เขาเป็นคนสร้าง Iron Man หรือที่แท้ Iron Man มาสิงร่างของเขาอยู่ จนแทบไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป มันคืออะไรกันแน่ ที่ทำให้เขาต้องมาเป็นแบบนี้?

แต่ไม่ทันจะแก้โจทย์ชีวิตที่ยุ่งยากของตัวเองได้จบ ก็มีการประกาศสงครามหนใหม่กับอเมริกา จากผู้ก่อการร้ายไม่ทราบสัญชาติ นาม “Mandarin” ที่ต้องการจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อเมริกา คือ ประเทศกากๆ ประเทศหนึ่งที่ไม่ควรมีในแผนที่โลก.. แม้จะไม่ใช่การประกาศศึก ตัวต่อตัว กับ Iron Man โดยเฉพาะ ตั้งแต่ในตอนแรก แต่เมื่อสถานการณ์มันชักจะเอาไม่อยู่ ก็เป็น Iron Man ที่ต้องยอมยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มบ้านเกิดแห่งนี้จนได้

ไม่ได้มีแต่เพียงศึกนอก แต่ศึกในใจที่เกิดจากความหลังครั้งเก่า ก็เตรียมจะรุมโทรมควบคู่ไปด้วย.. เมื่อมีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง “Aldrich Killian” ประกาศการเป็นศัตรูกับโทนี่ ในทุกทาง ไม่ว่าจะการเป็นนักประดิษฐ์พลิกโลก มหาเศรษฐีเงินหนัก หรือการจะแย่งยอดดวงใจ “Pepper Potts” มาเป็นของเขาให้สำเร็จ เพื่อทวงหนี้แค้นที่ โทนี่ ได้ทำเอาไว้ในอดีต(ที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของ โทนี่ ซะด้วยสิ) 
สวัสดีชิคสเตอร์สาวทุกคน เชื่อเหลือเกินว่าบรรดาสาวชิคแก็ตเจ็ตเลิฟเวอร์ต่างกำลังรอคอยการปรากฏตัวของ iPhone 5S ที่ใกล้เข้ามาทุกที โดยเฉพาะสาวกแอ้ปเปิ้ลนั้นคงยิ่งกำลังเคาต์ดาวน์ และติดตามข่าวคราวกันอย่างใจจดใจจ่อกันไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่สำหรับใครที่ไม่ได้เป็นไอโฟนมาเนียคงไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามสาวชิคดิจิตอลเลิฟเวอร์ทั้งหลายนั้น ต่างกำลังตื่นเต้นกับโลกดิจิตอลไอทีที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการเกิดใหม่ของเทคโนโลยี โปรดักส์ต่างๆ และเหล่าสมาร์ทดีไวซ์ทั้งหลายที่เติบโตรุดหน้าไม่หยุดหย่อนอย่างรวดเร็วเสียด้วย งานนี้นอกจากตลาดไอทีจะคึกคักแล้ว ผู้ติดตามอย่างเราๆ ก็ตื่นเต้นคึกคักไม่แพ้กัน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราอาสานำเสนอทั้ง 6 แก็ตเจ็ตทั้งในส่วนของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสุดชิคในยุคสมาร์ทไลฟ์มาให้สาวชิคได้รู้จักกัน รักใครเชียร์ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ใครห้ามพลาดเด็ดขาด

1. Samsung Galaxy S4
เราเริ่มต้นด้วยการเสิร์ฟร้อนส่งตรงถึงมือสาวๆ แบบอัพเดทสุดๆ เพราะหากใครที่ขึ้นชื่อว่าเป็นซัมซุงเลิฟเวอร์แล้วล่ะก็ ถือว่าเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วนั้น สิ้นสุดการรอคอย เพราะแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากแดนโสมได้ทำการลอนช์โปรดักส์ใหม่ล่าสุดอย่าง Galaxy S4 เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเกาหลี

เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็ฯได้ชัดนั้นเป็นเรื่องของน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิม ตัวเครื่องทำจากโพลีคาร์บอเนตที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานแถมยังมีน้ำหนักเบา รวมทั้งมันวาว(ดูหรูหรา) ขอบตอบางลงเล็กน้อย ทำให้บอดี้ดูสวยล้ำกว่าเดิม และหน้าจอแบบ AMOLED ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเช่นกันไปอยู่ที่ 5 นิ้ว มาพร้อมความละเอียดแบบ Full HD ทำให้หน้าจอสดใสคมชัดมากขึ้น Galaxy S4 คือสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่มาพร้อม CPU 8-Core กล้องหลังความละเอียดสูง 13 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าความละเอียดสูง 2 ล้านพิกเซล ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2.2 Jelly Bean, TouchWiz UI แรม 2 GB หน่วยความจำภายใน 16 GB สามารถเพิ่มความจำด้วย microSD card สูงสุดถึง 64 GB มี 2 สีให้เลือก ขาว/ดำ 

สวัสดีชิคสเตอร์หนุ่มสาวทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม บิวต์อารมณ์ให้ดี รวมทั้งซ้อมร้องเพลงเหล่านี้ “คนเจ้าน้ำตา” “รอแล้วได้อะไร” “อย่าเอาความเหงามาลงที่ฉัน” “หยุดบอกเลิกกันเสียที” และ “ถ้าไม่ฟังจะถามทำไม” แล้วมารับถอยหลังพร้อมกันตั้งแต่วันนี้ เพราะสองสาวเจ้าของบทเพลงเพราะที่ว่ามากำลังจะพาแฟนเพลง โดนเฉพาะสาวๆ ที่แบกประสบการณ์ความรักหลากหลายมาสร้างความประทับใจร่วมกัน 
พี่มาก.. 500 ล้านแล้วจ้า!! 

เริ่มต้นด้วยข่าวที่น่าแสดงความยินดีกับวงการหนังไทย รวมทั้งวงการหนังในเมืองไทย.. เมื่อภาพยนตร์ โรแมนติก คอมเมดี้ ปนระทึกขวัญ “พี่มาก..พระโขนง” จากค่าย GTH สามารถสร้างสถิติรายได้รวมตลอดเวลาฉาย นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม รวมสุทธิผ่านหลัก 500 ล้านบาทได้สำเร็จ!!

เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน นี่ก็คือ หนังที่สร้างสถิติรายได้รวมสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยสามารถทำลายสถิติเก่าที่ถูกสร้างไว้โดย ผลงานแห่งสยามประเทศของ “ม.จ.ชาตริเฉลิม ยุคล” เรื่องแรก อย่าง “สุริโยไท” (2544) ที่เคยทำรายได้รวมเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ (ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีการจัดตารางรายได้อย่างเป็นทางการ) 324.5 ล้าน.. ในกรณีของ พี่มากฯ ก็ยังคงนับรายได้เฉพาะบางแห่ง กรณีเช่นเดียวกัน โดยในส่วนของจังหวัดอื่นๆนั้น ยังคงระบบการจัดจำหน่ายผ่านสายหนังตามภาคต่างๆ ซึ่งจ่ายแบบครั้งเดียวให้กับค่ายเจ้าของหนัง เพื่อซื้อฟิล์ม แล้วปล่อยให้แต่ละที่ไปจัดการเรื่องการกระจายโรงฉายกันเอง โดยไม่มีการถามหาเรื่องรายได้ในแต่ละจุด นั่นจึงทำให้อาจไม่สามารถรวบรวมสถิติทั้งประเทศได้ แต่ก็เก็งกันไว้ว่า ถ้ารวมทั่วประเทศจริงๆ ก็มีสิทธิ์ทะลุพันล้านได้เหมือนกัน

แต่ไม่เฉพาะกับกรณีของหนังไทยด้วยกันเท่านั้น.. เพราะที่สุดแล้ว การทำรายได้ถึง 500 ล้านเป็นครั้งแรก ก็เท่ากับไปล้มสถิติหนังทุกเรื่องที่เคยได้เข้าฉายในบ้านเราอย่างราบคาบ อย่างหนังต่างประเทศที่เคยทำรายได้สูงที่สุดของบ้านเรา “Transformers 3” ก็ยังทำได้ดีที่สุดแค่ประมาณ 290 ล้านบาทเท่านั้น.. แน่นอนว่าความสำเร็จของ พี่มากฯ ครั้งนี้ เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้เห็นว่า หนังไทยที่ดี ย่อมมีคนพร้อมจะออกมาอุดหนุน ถึงต่อให้ไม่ใช่คนรักการดูหนังเลยก็ตามที ทั้งสร้างความคึกคัก และบรรยากาศที่ดีให้กับโรงหนัง ขณะเดียวกัน น่าจะทำให้ภาพรวมของตลาดหนังบ้านเราในรอบปีนี้ น่าตื่นเต้นที่สุด เท่าที่เคยมีมา.. แต่สุดท้าย พี่มาก จะพาน้องนาค จะไปหยุดที่จุดไหน จะนำมารายงานให้ทราบกันอีกครั้ง 
หากเราจะมาโหวตเสียงกันกับ Chicster ทุกคน ด้วยคำถามที่ว่า “คุณอยากให้วงดนตรี วงไหนในบ้านเรา กลับมารวมตัว รวมวงกันอีกครั้ง เพื่อออกอัลบั้ม ?” ..ผมเชื่อว่า หลายคนคงจะคิดคำตอบในใจออกมาหลายหลากวง
 
แต่ก็เชื่ออีกเช่นกันว่า หนึ่งในคำตอบนั้น ที่ใจหลายคนอาจตอบออกมา มันก็คือ วงดนตรีขายความ Pop ที่ตั้งชื่อวงกันซื่อๆว่า “P.O.P” (Period of Party)
 
ดั้งเดิมของ P.O.P คือ หนี่งในสมาชิกของบ้าน “Bakery Music” ที่แสนอบอุ่นจากการควบคุมดูแลของผู้ใหญ่บ้านที่ชื่อ “บอยด์ โกสิยพงษ์” ประกอบด้วยสมาชิกในวง 3 คน นำโดย “นภ พรชำนิ” ในฐานะนักร้อง.. “โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด” มือกีต้าร์.. และ “ณฐพล ศรีจอมขวัญ” ที่ควบทั้งหน้าที่มือเบส คีย์บอร์ด และจัดการเรื่องเพลงของวง

พวกเขา ถือกำเนิดมาจากการอัดเดโมเพื่อส่งให้พิจารณา จนมันไปต้องหูของบอยด์เข้าอย่างจัง และนำพาชักชวนให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในบ้านขนมปัง ได้สร้างชื่อเสียงจากผลงานเพลงดังมากมายที่ติดตรึงอยู่ในหัวใจของนักฟังเพลง อาทิ “แค่ได้พบเธอ”, “รักของเธอมีจริงหรือเปล่า” หรือ “ที่แห่งนี้”

ความโดดเด่นของ P.O.P อาจจะเป็นเรื่องของการทำเพลง Pop แบบเป็นวงดนตรี ที่ถือว่า ก็มีให้เห็นไม่มากในขณะนั้น (ส่วนมาก นึกถึงเพลงป็อป ก็เข้าใจได้ว่า จะเป็นศิลปินเดี่ยว หรือ Boyband ที่เน้นร้องเล่นเต้นกัน ส่วนทำกันเป็นวงที่เล่นดนตรีไปด้วย ก็พาลให้เข้าใจว่า ต้องมาแนว Rock เท่านั้นเลย).. และขณะเดียวกันเมื่อ P.O.P แยกตัวกันออกไปสร้างงานของตัวเอง ก็ทำหน้าที่ในงานนั้นๆ ได้ดีเยี่ยม ไม่แพ้กับตอนที่พวกเขารวมกันเป็นวง

แต่ด้วยวันเวลาที่อาจจะพาให้รู้สึก อยากจะได้ออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ในแวดวงถนนดนตรีแห่งนี้.. ก็ทำให้ถึงจุดอิ่มตัวของ P.O.P และเกิดเหตุขอแยกวงอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2547 ที่ทำให้แฟนๆ วงป็อป วงนี้ มีทั้งเสียดาย และเสียน้ำตา

แต่ไม่ว่าจะด้วยการใดก็ตาม ความรู้สึกดีๆ ยามที่มีด้วยกันมันก็ยังคงค้างคา และคุกรุ่นในใจของสามหนุ่มอยู่เสมอๆ นั่นจึงทำให้เขายังหวนกลับมาเจอกันเป็นครั้งคราว บนเวทีคอนเสิร์ตเฉพาะกิจ แต่ก็ไม่ได้จริงจังถึงขั้นจะกลับมาทำเป็นอัลบั้ม และซิงเกิลใหม่ๆ สักที.. จนแล้วจนรอด ปี 2555 ก็ถึงจุดแตกหักแห่งความคิดถึง พวกเขาทั้งสามตัดสินใจกลับมารวมตัวกันอย่างเป็นทางการจนได้ มาอยู่ในบ้าน “Love Is” ของ พี่บอยด์ คนคุ้นเคย และก็ไม่ลืมที่จะหาสมาชิกมาเพิ่ม เพื่อเสริมสีสันให้กับภาคดนตรีได้จี๊ดจ๊าดขึ้นไปอีก

P.O.P ยุคใหม่ จึงประกอบด้วย สามสมาชิกดั้งเดิม บวกด้วยสองหน้าใหม่ แต่ฝีมือรุ่นเก๋ากันทั้งนั้น.. คนแรก คือ “สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “Mr. Z” เป็นโปรแกรมมิ่งชั้นเซียน ที่สร้างจังหวะเพลงให้มีเสียงสังเคราะห์ หรือเทคโน เป็นหนึ่งในองค์ประกอบ (ที่ผลงานต้องร้องอ๋อของเขาก็คือ “เผลอ” ที่พี่นภ เป็นคนไปร่วมฟีเจอริ่งให้นั่นเอง.. และคนนี้ก็ยังเป็น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งของ Bakery Music อีกด้วย).. คนที่สอง ก็คือ “เจอรี่-ศศิศ มิลินทวานิช” อดีตสมาชิก “2 Days Ago Kids” ซึ่งเป็นดนตรีอย่างหลากหลาย ได้ทั้งเครื่องสาย และเครื่องเคาะนิ้ว

5 คนที่ลงตัว รวมตัวกันเป็น P.O.P ที่มาพร้อมคอนเซปต์ของวง แนวทางใหม่ คือ ทำเพลง Pop ให้มีความ Rock และมันก็กลายมาเป็นชื่อของอัลบั้มแห่งการกลับมาครั้งสำคัญว่า “Rock”

GADGET GURU
แนะนำเทคโนโลยี ใหม่ๆ Gadget รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับ คนเมือง
CHIC AROUND THE WORLD
รวบรวมข่าวสารใหม่ๆ อะไรฮิบอะไรคูล รวมทั้ง product ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ในประเทศอื่น
MOVIE REVIEW
อัพเดทภาพยนตร์ ที่กำลังจะเข้าฉายใน โรงภาพยนตร์
CHIC MUSIC
แนะนำอัลบั้มน่าฟัง และอัลบั้มเก่า ที่ควรแก่การหามาฟัง
CHIC BOOK
ให้คนดังมาแนะนำ หนังสือดี และ หนังสือใหม่
MOVIE NEWS
ข่าวหนังใหม่ และอันดับ Box Office

สมัครเพื่อรับข่าวสารรายสัปดาห์
จาก Chicministry

สมัครเพื่อรับข่าวสารรายสัปดาห์
Fashion Ministry Beauty
Mind & Body Social Ministry
Career & Relationship Lifestyle
Travel Food & Leisure
Home & Family