วันเด็กเพิ่งผ่านไป สาวๆ บางคนก็ต้องมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเด็กบ้าง บางคนเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับเด็ก บางคนนานๆ ถึงจะได้สัมผัสเด็ก บางคนมีเด็กๆ เป็นของตัวเองแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ก็ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อทั้งตัวคุณเองและสังคมไม่มากก็น้อย

แต่ท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้รับรู้ได้ว่าคุณธรรมที่อยู่บนตัวเด็กๆ นั้นเบาบางเหลือเกิน เรียกว่าพูดถึง “วัด” แล้ว เด็กบางคนแทบจะไม่เคยไปเลยด้วยซ้ำ การที่จะหวังให้เด็กๆ เข้าวัดเพื่อทำศาสนกิจ (ที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว) ยิ่งยากกันไปใหญ่ หรือจะหวังให้เด็กสมัยนี้ตื่นขึ้นมาใส่บาตร ก่อนนอนสวดมนต์ คุณเองยังไม่ไหวจะทำเลย จริงไหมคะ? แล้วอย่างนั้นจะทำเช่นไร เพื่อให้พุทธศาสนาเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของเด็กๆ มากขึ้น เรามีวิธีที่จะเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถปลูกฝังเด็กๆ ใกล้ตัว ให้เป็นเด็กดี ที่มีธรรม (มะ) มาฝากกันค่ะ

สอนได้ ของ่ายๆ ไปหายาก 
การจะสอนเรื่องของธรรมมะให้เด็กๆ นั้นต้องเริ่มจากง่ายไปหายากค่ะ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ไปยังสิ่งไกลตัว ถ้าเป็นไปได้ ลองเปรียบเทียบตัวเด็กเองกับสิ่งนั้น จะช่วยให้เขาเข้าใจเรื่องธรรมะได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเขาชอบแกล้งสัตว์ แทนที่จะบอกว่าทำไม่ได้ มันผิดศีล มันเป็นบาป เด็กอาจจะไม่เข้าใจ ลองแทนตัวเขาเป็นสัตว์ตัวนั้นแล้วโดนแกล้งบ้างสิคะ ใครๆก็ไม่ชอบหรอกจริงไหม?

ชาดก =นิทานก่อนนอน 
ชาดกเป็นเรื่องราวของพระพุทธเช้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายในชาติก่อนๆ การดำเนินเรื่องราวของชาดกนั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งอิทธิปาฏิหาริย์ เรื่องราวที่ซับซ้อน ตัวละครที่มีสีสันและคติสอนใจ เรียกว่าสนุกไม่แพ้นิทานของฝรั่งเลยค่ะ อีกทั้งยังมีการ์ตูน แอนิเมชั่นสอนเรื่องราวของชาดกมากมาย ที่ทำได้ทันสมัย เป็นสื่อที่เหมาะกับเด็กๆ จะได้เข้าใจพื้นฐานของพุทธศาสนามากขึ้น ดีกว่าปล่อยให้เด็กๆ ได้ดูการ์ตูนไร้สาระที่นิยมกันตามสมัยมากกว่ากันเยอะเลยค่ะ
สาวออฟฟิศอย่างเราๆ เรื่องปวดหลังคงเจอะเจอกันจนเบื่อหน่าย คล้ายๆ กับบิลค่าบัตรเครดิต! เพราะมาบ่อยแถมเพิ่มขึ้นทุกครั้ง แต่ที่ต่างกันก็คือ อาการปวดหลังนั้น ยิ่งเป็นนานเท่าไหร่ อาจจะเป็นอันตรายได้มากเท่านั้น แถมเรื่องสุขภาพ มีแต่ตัวคุณเอง ไม่มีใครมาประนอมหนี้ให้นะคะ!

คุณกำลัง “ปวดหลังเรื้อรัง” อยู่หรือเปล่า 
หากคุณมีอาการปวดหลังอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน และมีแนวโน้มจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญเป็นมานานกว่า 8สัปดาห์แล้วล่ะก็ เป๊ะเลยค่ะ

“คุณกำลังปวดหลังเรื้อรัง” อยู่ค่ะ 

อาการปวดหลังเรื้อรังมีสาเหตุจากปัญหาต่างๆ มากมาย ตั้งแต่สาเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่น กิจวัตรประจำวันอยู่ในท่าทางที่ผิดปกติ พิมพ์งานผิดท่า ยกของหนักเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหลังจะต้องเครียดตึงเรื้อรัง หรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไปจนกระทั่งกล้ามเนื้อหลังต้องมีการเครียดตึงเรื้อรัง ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังตามมา

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่รุนแรงมากขึ้น เช่น การมีกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) การมีกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) การมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือแตกปริ (Degenerative Disc Disease) หรือการมีกระดูกสันหลังเคลื่อนแผงอยู่ภายใน หรือบางคนอาจจะเป็นผลจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก แต่ไม่แสดงอาการ เมื่ออายุมากขึ้น ก็แสดงออกมาเป็นอาการปวดหลังบริเวณนั้น เป็นต้น

ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสาเหตุขั้น Advance ดังที่กล่าวมานี้คงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแน่ๆ เพราะฉะนั้นคนที่จะวินิจฉัยได้ดีที่สุดคงเป็นคุณหมอนั่นล่ะค่ะ อย่ามัวแต่โปะยานวดหรือทานยาคลายกล้ามเนื้อให้กระเพาะพังกันอยู่เลย ถ้ามันนานขนาดนี้ก็ไปหาหมอกันดีกว่าค่ะ
อ้วนไปไหนคะ? อ้วนไปไหนกัน?

เปล่าค่ะ ไม่ได้จะว่าสาวๆ ที่อวบ(ระยะสุดท้าย) หรอกค่ะ เพียงแต่จะแนะนำสถานที่ดีๆ ที่คนสาวๆ (อวบ) ทั้งหลายควรไปเมื่อรู้ตัวว่าอ้วนเข้าแล้ว ไม่ได้เป็นสถานที่ๆ สาวๆ จะต้องไปเป็นกิจจะลักษณะ แต่เป็นที่ๆ สาวๆ ควรไปทำกิจกรรมกันค่ะ มีไม่กี่ที่ ทำไม่กี่อย่าง หวังว่าจะไม่ยากเกินไปนะคะ

Go to exercise อ้วน…ไปออกกำลังกาย
“นั่นไง” สาวๆ หลายคนคงนึกอยู่ในใจ อ้วนก็ต้องให้ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ แหม อันนี้ใครๆ ก็รู้ แน่นอนค่ะ เพราะเรื่องนี้มันเป็นข้อเท็จจริงไงคะ เพราะพลังงานของเราจะเผาผลาญได้ต่อเมื่อได้ขยับแข้งขยับขา สร้างสรรค์กิจกรรมอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นต้องรีบหาที่ขยับขยายร่างกายด่วนๆ ค่ะเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มอึดอัดอวบอ้วน การออกกำลังกายจะได้ช่วยดึงเอาพลังงานที่คั่งค้างและสะสมในรูปไขมันออกมาไงคะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นการออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยค่ะ จำสโลแกนของ สสส.ได้ไหมคะ? “ขยับ=ออกกำลังกาย” ใช่แล้วค่ะ ยิ่งขยับมากก็เป็นการใช้พลังงานมาก เริ่มจากใกล้ตัวก่อนก็ได้ เช่น จัดห้อง ถูบ้าน จับน้องหมาอาบน้ำ ล้างรถ ฯลฯ ในวันธรรมดา ก็ลองเปลี่ยนจากการนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถมาขับเองบ้าง ขึ้นบันใดแทนการขึ้นลิฟต์บ้าง ย้ำว่าบ้าง! เอาแต่พอสมควรค่ะ ไม่ใช่ว่าทำงานอยู่ชั้น 12 แล้วเดินขึ้นตั้งแต่ชั้น 1 อันนี้อาจเป็นลมกลางทางได้ ทำอะไรแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะสาวๆ

หลายคนงบพร้อมเวลาถึง สะดวกมากกว่าที่จะออกกำลังกายใน fitness อันนี้ก็แล้วแต่สะดวกค่ะ การออกกำลังกายใน fitness ดีในแง่ที่สะดวก ได้อารมณ์ร่วม (เพราะมี class ต่างๆ) ได้มีคนแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้องกรณีที่เราต้องการลดหรือกระชับเฉพาะสัดส่วน แต่ถ้าสาวๆ คนไหนไม่ชอบออกกำลังกายให้ห้องแอร์ สวนสาธารณะต่างๆ แถวบ้านก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ ได้รับอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ต้องออกกำลังกายตามสูตรก็ได้กรณีที่เราไม่ได้หวังว่าส่วนไหนจะลดก่อน ว่าง่ายๆว่าเอาให้ลดก่อนเถอะ ส่วนไหนก็ได้! แต่ต้องระวังเรื่องของความปลอดภัยด้วยนะคะ ถ้าจะให้ดี เลือกไปช่วงเช้าตรู่น่าจะดีกว่าช่วงเย็นนะคะ
เปิดศักราชกันด้วยคำถามยอดฮิตอย่าง “ปีนี้ชงหรือเปล่าคะ?”

นั่นสิคะ ลองคิดดูสิสาวๆ ว่าคำว่า “ปีชง” มันเข้ามาสู่ชีวิตเราตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถ้าจากประสบการณ์ตั้งแต่เกิดมายนโลกใบนี้จนชีวิตเข้าเลข 3 แล้วเนี่ย ก็รู้สึกว่าปีชงน่ะ เพิ่งจะเข้ามาฮิตติดจรวตก็ไม่กี่ปีมานี้เอง จุดนี้ก่อนให้เกิดพิธีกรรมที่เราเรียกว่า “แก้ปีชง” เช้ามาพร้อมกับการขาย package ทำบุญไหว้พระและวัฒถุงมงคลมากมาย สาวๆ ทั้งหลายจะต้องมีบ้างที่ต้องไปทำบุญแก้ชงมาแล้วแน่ๆ หลายคนอาจจะสบายใจขึ้น ส่วนหลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วพิธีกรรมต่างๆ นี่ มันแก้ได้จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว

ชงหรือไม่ อยู่ที่การกระทำ 
เรื่องของปีชง เป็นการทำนายทายทักในรูปแบบของโหราศาสตร์จีนค่ะ โดยหลักคือปีชงก็คือปีที่อยู่ตรงกันข้าม เป็นปีคู่กัด เป็นปรปักษ์ เหมือนหมากับแมว คนจีนมักจะใช้ปีชงมาอิงกับการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการงาน การหาคู่ครอง หรือ ปัญหาครอบครัว สำหรับปีชงปีนี้ หมายความว่าจังหวะชีวิตของคนปีนั้นๆ ทำอะไรก็จะมีอุปสรรค มีปัญหา ไม่ราบรื่น เช่นถ้าลงทุนก็มีความเสี่ยงในการขาดทุนสูง

ในทางพุทธศาสนานั้นไม่มีเรื่องของ “ปีชง” อยู่อย่างแน่นอน เพราะในทางพุทธ เราถือว่า ทุกอย่างมี “กรรม” กำหนดอยู่ กรรม ก็คือ การกระทำนั่นเอง แปลง่ายๆ ก็คือทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ทุกอย่างเป็นผลจากรรมที่เรากระทำไปแล้ว (ทั้งชาตินี้ และชาติที่แล้ว) กรรมที่เรากระทำอยู่ และกรรมที่เราคิดจะกระทำต่อไป ไม่มีอะไรมากำหนดได้ว่าจะเกิดเรื่องดี หรือร้ายในภายภาคหน้า นอกจากกรรมที่เราทำมาแล้วทั้งสิ้น 

แก้ชง…แก้ได้ แก้กรรม…แก้ไม่ได้ 
การแก้ปีชงนั้นมีพิธีกรรมที่เป็นไปตามหลักของโหราศาตร์จีนดังที่ว่าไป ตามวัดจีนใหญ่ๆ มักมีการจัดไหว้หรือทำพิธีแก้ชงอย่างที่สาวๆ หลายคนรู้จักกันดีนะคะ หลายคนก็แก้ชงไปแล้วได้ความสบายใจกลับมา จุดนี้แม้ไม่มีใครรับรองว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่หากทำแล้วสบายใจไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนแล้ว จะทำก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ถ้าถึงขั้นต้องเสียเงินเสียทอง เป็นหนี้เป็นสิน (บัตรเครดิต) เพื่อจะทำบุญแก้ชง แก้เคล็ดล่ะก็ คงไม่ใช่แล้วล่ะค่ะ

แก้ชงอาจจะแก้ได้ ปีไหนชงก็แก้ ปีไหนไม่ชงก็ไม่ต้องแก้ แต่กรรมที่ติดตัวมานั้น ในทางพุทธศาสนาแล้ว “แก้ไม่ได้” ค่ะ เพราะกรรมเป็นสิ่งที่กระทำไปแล้ว กรรมก็เหมือนลูกตุ้มน้ำหนักนั่นแหละค่ะ แกว่งไป มันก็ต้องแกว่งกลับมาหา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง บางคนเถียงว่าตัวเองแก้กรรมได้จริง ทำแล้วชีวิตเจริญรุ่งเรือง แบบนี้แก้กรรมทำได้ผลเห็นๆ
สัปดาห์นี้ขอเอาใจเหล่าสาวชิคตาชั้นเดียว ด้วยการแนะนำวิธีการผ่อนคลายความเครียดให้เข้าบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนกันซักหน่อยค่ะ บรรดาอาหมวยทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศนานๆ จ้องคอมนานๆ จดจ้องอยู่กับการงานเครียดๆ เชื่อว่าหลายคนคงมีอาการเจ็บป่วยอาการหนึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งแน่นอน นั่นคืออาการปวดหัวข้างเดียว หรือที่เรียกกันว่าไมเกรนนั่นเอง อย่างที่บอกค่ะว่าวันนี้เรามีวิธีบำบัดแบบชาวจีนมาฝาก นั่นก็คือการสกัดจุด หรือการกดจุดนั่นเอง เป็นยังไงไปดูกันเลยดีกว่า

FITNESS FABULOUS
แนะนำท่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดี เร็ว เช่น 5 ท่าสุดฮิตฟิตหุ่นเหมือนบียอนเซ่
ENERGY & HAPPINESS
เทคนิคในการเรียกพลังในการใช้ชีวิตให้ตัวเอง และเคล็ดลับในการสร้างสุขด้วยตัวเอง วิธีคิดบวกแบบง่ายๆ
YOGA & MASSAGE
นวดและกดจุดเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ โยคะท่าต่างๆ ที่ทำง่าย
HEALTH 911
บทความให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิง เน้นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงยุคใหญ่เจอะเจอในชีวิตประจำวัน
FITNESS UPDATE
อัพเดทเรื่องราวแวดวง Finess ทริป เทคนิค โปรโมชั่น กิจกรรมดีๆ ของสถานที่ฟิตเนสชั้นนำในเมืองไทย
CHIC DIET
อัพเดทเรื่องราวแวดวง Finess ทริป เทคนิค โปรโมชั่น กิจกรรมดีๆ ของสถานที่ฟิตเนสชั้นนำในเมืองไทย
ติดตาม ChicMinistry จาก :