ร้านของตระกูลโอลิวิเยร์ที่ฝรั่งเศส

Taste the Cheese. Meet the Chef.

by สุริศา ลีนุตพงษ์
Surisa.L@webculture.co.th

นานๆ จะมีโอกาสได้เขียนบันทึกซะที เพราะงานประจำวันรัดตัวซะเหลือเกิน บวกกับเพลียใจไปกับสถานการณ์บ้านเมืองร่วมด้วย เวลาที่เหลืออันน้อยนิดในแต่ละวันเลยต้องเกาะติดสถานการณ์ บริโภคข่าวสารไม่ให้หลุด


ตั้งใจว่าเขียนบันทึกไลฟ์สไตล์ครั้งต่อไปจะต้องมีเรื่องอื่นปะปนบ้าง นอกเหนือไปจากเรื่องอาหาร แต่ก็อดไม่ได้ค่ะคุณขา เดี๋ยวคราวหน้าให้หนูโด่ง รอง บก. มาร่ายบันทึกที่ฮีได้ร่วมเดินทางไปกับทีมงานนิตยสารแอล ท่องกรุงโซลดีกว่า มีอะไรน่าสนใจเพียบ คอยติดตามกันนะคะ


เกริ่นหัวไว้อย่างนี้ ก็เนื่องมาจากว่าครอบครัวเราชอบทานชีสกันมาก คุณแม่สามีเปิดบางกอกโพสต์มาวันนึงเจอบทความพีอาร์ว่าที่โรงแรมแมนดารินโอเรีนเต็ลจะมีชีสชั้นดีเลิศจากปรมาจารย์นักผลิตชีสบรรลือโลก (ดิฉันเวอร์ไปไม๊คะ 555) ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า A world master of

the craft of cheese-making ซึ่งคือผลิตภัณฑ์ชีสของตระกูล Olivier ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่มีอายุเป็นร้อยปี และชีสของเค้าก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งชีสที่ดีที่สุดของโลก มาจัดเป็นโปรโมชั่นให้นักชิมได้ไปลิ้มลอง ไม่กี่วันเท่านั้นเองช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ชีสชนิดต่างๆ


และที่โอเรียนเต็ลก็มีให้เลือกหลายวัน ราคาไม่แพงอีกต่างหาก ตาฝาดไปหรือเปล่านี่ พวกเราเลือกไปบรันช์กันในวันอาทิตย์ที่ห้องนอร์มังดี ขอบอกว่าร้อยวันพันปี ห้องนี้ไม่เคยจัดบุฟเฟ่ต์เด็ดขาด แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น!!! มีหนึ่งในชีสคุณภาพดีที่สุดในโลก เติมได้ตลอด กับไวน์ที่เสิร์ฟเรื่อยๆ ถ้าคุณยังไม่ยอมแพ้ไปซะก่อน รวมถึงอาหารอื่นๆ อย่างปาเต้และเทอร์รีน (Pâté & Terrine) แอนด์ขนมแอนด์อื่นๆ ในราคาหัวละ 1,200 บาทขาดตัว ไม่บวกอะไรอีก คนเลิ้บชีสอย่างเรา อ่านบางกอกโพสต์เสร็จ วางแผนฝากลูกน้อยไว้กับพี่สาว แล้วโทรจองทันที ไม่มีลีลา


ไปถึงโรงแรมวันนั้นคนเยอะมาก นอกจากงานหมั้นงานแต่งแล้ว ยังมีงานเซลล์นอกสถานที่อีก เพราะเกษรยกห้างไปไว้ในโอเรียนเต็ล เซลล์แบรนด์เนมกระจาย ไฮโซหน้าคุ้นเดินกันเพียบ ถึงห้องนอร์มังดี ตั้งแต่ 11 โมงนิดๆ คนยังไม่เยอะเท่าไหร่ พอนั่งโต๊ะปุ๊บ คนที่มาพูดคุยและต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเองมากๆ คือ เชฟนอร์เบิร์ต คอสต์เนอร์ Executive Chef ของโรงแรมฯ คนนี้เราปลื้มเป็นการส่วนตัว เลยขอถ่ายรูปคู่ด้วย

 

ขอเกาะแขนแชะภาพคู่หน่อย

 

 

คุณเชฟถามทันทีว่า ‘Why? Do you know me?’ โอ้ แม่เจ้า ลุงช่างถ่อมตัวอะไรขนาดนั้น เลยตอบลุงไปว่า ‘Of course yes, I’m your fan’ แหมนี่ถ้าไม่เห็นลุงง่วนรับแขกเหรื่อมากมาย จะสารธยายให้ ก็ลุงเป็นผู้ปรุงอาหารถวายในหลวงของเราและแขกบ้านแขกเมืองตอนที่ในหลวงทรงครองราชย์ครบ 60 ปี แถมลุงแกยังเป็นเชฟที่ให้การสนับสนุนโครงการหลวงมาแต่แรกเริ่ม โดยการนำผลิตผลต่างๆ ของโครงการมาปรุงที่โรงแรม จะไม่ให้เราปลื้มได้ไง ขนาดลุงเป็นต่างชาติ ยังรักและตอบแทนแผ่นดินขนาดนี้

 

 

 


จานแรกเรียกน้ำย่อย

 

 

 

ปลื้มกับเชฟเสร็จ ก็เริ่มที่อาหารกันเลยดีกว่า จานแรกที่ตัก เราไปต่อคิวแรกที่กระทะทอดไส้กรอกเนื้อลูกวัว ตั้งไฟทอดเดี๋ยวนั้น ฉู่ฉ่ากันน่าดู    ใช้เนยนิดหน่อย พอให้มีกลิ่น เอาแค่ชิ้นเดียวพอเดี๋ยวตัดกำลัง ตัก มันฝรั่งอบโรยด้วยเครื่องเทศหอมๆ 2 ชิ้นพอให้รู้รส หมูอบราดซอสครีมเห็ด cold cut กับเมล่อนจากฝรั่งเศส และสลัดอีกกระจุกนึง เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิด อร่อยหมดทุกอย่างเลยล่ะจานนี้ ปกติเราจะไม่ค่อยกิน cold cut มากเพราะรู้สึกว่าเค็มเกิ๊น แต่อันนี้.... สุโค่ยยย ตรงติดมันยังอร่อยเลย กินแบบไม่กลัวอ้วน เพราะเพิ่งไปตรวจสุขภาพมา แล้วหมอบอกว่าผอมไป อิอิ เต็มที่!!!

 

 

 

จานที่สองต่อด้วยพาเหรดของ ปาเต้กับเทอร์รีน (Pâté & Terrine) กะด้วยสายตาคร่าวๆ แล้วมีประมาณ 20 กว่าชนิดให้เลือกได้ ละลานตาไปหมด เชฟนอร์เบิร์ตเป็นผู้เสิร์ฟเมนูนี้ด้วยตนเองเลยนะ ลุงแกถามว่าเราชอบอะไรเป็นพิเศษไม๊ ตอบออกไปว่าไม่มีค่าลุง คิดว่าอะไรที่เหมาะกับสาวสวยอย่างหนู ลุงตักมาเลย แต่ขอพื้นที่เหลือในกระเพาะสำหรับชีสด้วยนะค๊า
ปาเต้ของเชฟทำเองเลย ส่วนประกอบอิมพอร์ตมาจากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นตับห่าน ตับไก่ ตับต่างๆ สารพัดชนิด ติดใจเทอร์รีนอันนึง ที่มีส่วนผสมของแฮม และบรรดาผักดองแทรกอยู่ข้างใน เคี้ยวไปกรุบๆ อร่อยมากๆ บรรยายไม่ถูก ป้ายกับขนมปังโฮมเมดคุณภาพระดับ 5 ดาวของที่นี่ หมดจานไม่รู้ตัวเลยแฮะ

ต่อด้วยทีเด็ด จานชีส ค่ะคุณ ไปต่อคิวแบบสวยๆ ชีสวางเรียงแถวกัน
ดูเผินๆ เหมือนขนมไหว้พระจันทร์แบบบัวหิมะมั่กๆ เชฟฝรั่งบรรยายให้ฟังก่อนว่า มีหลายแบบให้เลือกตามชอบนะครับคุณผู้หญิง ตั้งแต่แบบนิ่ม กลาง ไปจนถึงแข็ง เหม็นน้อย กลาง ไปจนถึงเหม็นมาก ฮ่า! และเป็นชีสที่ทำจากวัว แพะและแกะ เลือกได้ตามชอบ โอ้วววว เดี๊ยนชอบแบบเนื้ออ่อนๆ ไปจนถึงกลางค่ะ เหม็นพอประมาณได้ไม่ต้องเน่ามาก และก็เอาแบบแข็งมาลอง 1 ชิ้น คุณเชฟมองปราดมาที่รูปร่างเรา เห็นตัวเล็กนิดเดียว เอาไปแค่นี้พอก่อน แล้วย้ำว่าให้กินเรียงตามความเหม็นจากน้อยไปมากคือชีสจากนมแพะ วัว และแกะเรียงตามลำดับ จะได้รสชาติสุด อย่าเผลอไปกินที่เหม็นมากก่อนเดี๋ยวไม่รู้รสอันอื่น แค่นี้ก็อิ่มเกินบรรยาย อร่อยสมคำร่ำลือและตำนานของตระกูลเค้าจริงๆ (น้ำตาคลอ)

 

ตบท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานค่ะ เราเลือก Cherry Flambé กับ Crepe Suzette มาแบ่งกันชิม ละเลียดกับชาคาโมมายล์ของโปรด
รสชาติอร่อยล้ำลึกเกินบรรยาย ไม่หวานเอียนเพิ่มพูนความเลี่ยนให้คนอิ่มมาก

 

Cherry Flambé Crepe Suzette

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แค่นี้ก็ลั้นลาสุขใจเกินใคร อิ่มและกึ่มกำลังได้ที่ ก่อนโบกมือลาเชฟลงไปช้อปช่วยชาติต่อด้านล่าง

  SocialTwist Tell-a-Friend

Please wait..